ซอกแซกหามาเล่า ตอนที่ 227

ซอกแซกหามาเล่า (227)

กีรติ บุญเจือ

ผลจากปรัชญาความชอบธรรมของเปาโล

ความเข้าใจเรื่องความชอบธรรมนับได้ว่าเป็นกระบวนทรรศน์หรือฐานแห่งระบบความคิดปรัชญาทั้งหมดของเปาโลก็ว่าได้ ดังนั้นเมื่อได้ทำความเข้าใจเรื่องความชอบธรรมแล้ว ก็ควรมาทำการสำรวจดูสักหน่อยว่า ผลจากความชอบธรรมของมนุษย์ตามปรัชญาของเปาโล มีอะไรบ้างที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

1.การกอบกู้ (Salvation) ผลจากความชอบธรรมประการแรกคือการกอบกู้ เปาโลใช้คำภาษากรีกว่า sôtèriaและผู้กอบกู้ว่าsôterมาจากคำกริยาว่าsôzeinแปลว่าช่วยให้พ้นจากสภาพย่ำแย่ไม่ว่าในด้านใดทั้งสิ้น ตรงกับภาษาฮีบรูว่า โมซียา,โมเสส, เพี้ยนเป็นภาษาอาราเมคว่าเมสสิยาห์ เปาโลรู้ดีจากคัมภีร์พันธสัญญาเดิมของตนว่าพระยาห์เวห์ได้ส่งผู้กอบกู้มาช่วยชาติยิวหลายครั้ง และล่าสุดกำลังรอคอยพระเมสสิยาห์มาโปรด เปาโลยังรู้จากการได้ศึกษาศาสนาของชาวกรีก-โรมันด้วยว่ามีการยกย่องให้ฉายานี้แก่เทพ/เทวีหลายองค์ เช่น Zeus, Apollo, Artemis, Asclepius, จักรพรรดิโรมัน และผู้ทำคุณแก่มหาอาณาจักร เปาโลนำเอาฉายานี้มาใช้กับพระเยซู โดยรวมความหมายที่ตนรู้จากวัฒนธรรมคัมภีร์พันธสัญญาเดิม จากวัฒนธรรมกรีก/โรมัน และต่อยอดด้วยปรัชญาความชอบธรรมของตนเอง เช่น

“พวกเราที่กำลังจะรอดพ้นเห็นว่า ไม้กางเขนของพระคริสต์เป็นพระอานุภาพของพระเจ้า…ขณะที่ชาวยิวเรียกร้องขอดูอัศจรรย์(เพื่อแน่ใจว่าเป็นพระเสสิยาห์ตัวจริง) และชาวกรีกแสวงหาปรีชาญาณ(เพื่อแน่ใจว่าเป็นผู้กอบกู้และไถ่กู้ได้จริง) เรากลับประกาศพระคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงกางเขน..แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือชาวกรีก พระคริสต์ทรงเป็นทั้งพระอานุภาพและพระปรีชาญาณของพระเจ้า…พระองค์ทรงแต่งตั้งพระคริสต์เยซูให้เป็นปรีชาญาณสำหรับเรา ทั้งยังทรงเป็นผู้บันดาลความชอบธรรม ความศักดิ์สิทธิ์และการกอบกู้อีกด้วย (1คร1:18- 30) เรื่องนี้เปาโลถือว่าเป็นรหัสธรรมที่คิดเองแน่ใจเองไม่ได้ แต่เมื่อมีการเปิดเผยก็เข้าใจได้และแน่ใจได้ และเปาโลก็ยืนยันว่าตนเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการเปิดเผยโดยตรงและมีผู้ยืนยันว่าได้รับการเปิดเผยเรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า 500คนดังคำยืนยันในจดหมายถึงชาวโครินธ์ฉบับที่2บทที่15ว่า “ข้าพเจ้าขอมอบเรื่องเล่าสืบทอด(tradition)ที่สำคัญที่สุดให้กับท่าน เป็นเรื่องเล่าที่ข้าพเจ้าได้รับสืบทอดมาเช่นกัน คือพระเมสสิยาห์องค์จริงได้ยอมสิ้นพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ และทรงถูกฝังไว้ พระองค์ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพในวันที่ 3 ตามความในพระคัมภีร์  และทรงแสดงองค์แก่เปโตร แล้วจึงทรงแสดงองค์แก่อัครสาวกสิบสองคน หลังจากนั้นทรงแสดงองค์แก่พี่น้องมากกว่า500คนในคราวเดียว คนส่วนมากในจำนวนนี้ยังมีชีวิตอยู่แม้ว่าบางคนล่วงลับไปแล้ว(ขณะที่เขียนจดหมาย) ในที่สุดได้ทรงแสดงองค์แก่ข้าพเจ้า” (1คร15:3-8)

“ความชอบธรรมที่พระเจ้าช่วยให้รอดพ้นถูกเปิดเผยในข่าวดี” (รม1:17)

“พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเปลี่ยนร่างกายอันต่ำต้อยของเราให้เหมือนพระกายอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ ด้วยพระอานุภาพที่ทำให้พระองค์ทรงบังคับจักรวาลทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจของพระองค์ได้” (ฟป3:21)”: เพราะเราเป็นส่วนของพระรหัสยกาย(mystical body) ของพระองค์” (อฟ5:30)

2.การคืนดี (reconciliation)ผลจากความชอบธรรมที่2 ได้แก่การคืนดีหรือเสนอตัวเป็นมิตรเปาโลใช้คำภาษากรีกว่าkatallagèมาจากคำกริยาว่า katallasseinเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น จะใช้ diallasseinเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ก็มีความหมายในลักษณะเดียวกัน มาจากคำ allos= อื่น) พระเจ้าทรงคืนดีกับมนุษย์เพื่อให้มนุษย์มีความชอบธรรมในการมีชีวิตพระเจ้า ความชอบธรรมนี้เป็นผลจากการที่พระบุตรมารับเอาร่างกายพระเยซูที่เป็นร่างกายมนุษย์ ทรงยอมตาย และทรงฟื้นคืนชีพ กิจกรรม 3 อย่างรวมกันที่เปาโลเรียกว่าเหตุการณ์พระคริสต์(Christ-event) พระเยซูทรงรับเหตุการณ์พระคริสต์ครบถ้วน 3 ประการเพื่อพระองค์จะมีความชอบธรรมที่จะยกย่องมนุษย์ขึ้นเป็นสหาย และเมื่อมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดจากความผิดพลาดจากฝ่ายมนุษย์ ฝ่ายพระเจ้าก็มีความชอบธรรมที่จะถ่อมองค์ลงมา(ตามทฤษฎี Kenosis ของเปาโล) เปิดทางให้ผู้เชื่อในบทบาทแห่ง 3 เหตุการณ์พระคริสต์ กล้าที่จะเชื่อว่าตนมีความชอบธรรมพอที่จะขอคืนดีหรือผูกมิตรกับพระเจ้าได้

ที่ว่าเรื่องนี้เป็นปรัชญาของเปาโลโดยเฉพาะ ก็เพราะไม่เคยมีใครเสนอความชอบธรรมดังนี้มาก่อน ชาวยิวไม่อาจเอื้อมคิดเช่นนี้ได้ตามปรัชญาของมนุษย์ แม้พวกเขาจะเชื่อว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นเอกเทวะ(Monotheos)คือพระเจ้าองค์เดียวผู้สร้างสรรพสิ่งและมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง(Omnipotent God) หากมนุษย์ทำบาปผิดน้ำพระทัย ก็ชอบที่จะขออภัยโทษและได้รับการอภัยโทษด้วยการทำดีชดใช้บาปจนเหมาะสมจึงจะพ้นบาป ความชอบธรรมของศาสนายูดาห์ถูกขีดเส้นตายไว้ในขอบข่ายนี้ ผลีผลามมากกว่านี้ถือว่าอุกอาจ  เปาโลจึงไม่ได้ความคิดนี้มาจากศาสนายูดาห์ แต่ได้มาจากการศึกษาความคิดของชาวกรีกอย่างแน่นอน รวมทั้งยืมศัพท์มาใช้โดยปรับความหมายให้เข้ากันได้กับความเชื่อของตน เพราะเปาโลก่อนรู้จักพระเยซูได้เรียนรู้วัฒนธรรมกรีกจนใช้ภาษากรีกได้คล่องแคล่วและเขียนทุกเรื่องที่อยากเสนอเป็นภาษากรีกอย่างเดียว

ซัฟเฝอขลิส(Sophocles) ใช้คำkatallosseinเพื่อหมายถึงเทพเจ้ากรีกคืนดีกับมนุษย์และมีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้นได้ เพราะเทพเจ้ามิได้ทรงเป็นสรรพฤทธิ์และมิได้ทรงสร้างสรรพสิ่ง แต่ทรงเกิดจากสิ่งที่มีมาก่อนพระองค์ ในความเข้าใจแบบพหุเทวนิยมอย่างนี้ เทพและมนุษย์อยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน คือการอยู่ในขอบเขต เปาโลรู้เรื่องและเอาศัพท์ไปใช้แต่ปรับความหมายตามความต้องการของปรัชญาของตน ด้วยนิยามในจดหมายถึงชาวโรมดังต่อไปนี้ “อาจมีคนยอมตายเพราะเห็นแก่คนดีจริงๆได้ แต่พระเจ้าทรงพิสูจน์ว่าทรงรักเรา โดยทรงให้พระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อเราทั้งที่เรายังเป็นคนบาป บัดนี้ในเมื่อเราได้รับความชอบธรรมโดยอาศัยการหลั่งพระโลหิตของพระองค์แล้ว เราก็ยิ่งจะแน่ใจได้มากยิ่งขึ้นว่าจะได้รับความรอดพ้นจากการถูกพระเจ้าลงโทษ ในเมื่อเราได้รับการคืนดีกับพระเจ้าจากการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรได้ทั้งๆที่เรายังเป็นศัตรูอยู่ สาอะไรเมื่อกลับคืนดีแล้ว เราก็ยิ่งจะรอดพ้นจากชีวิตของพระองค์อย่างแน่นอนยิ่งขึ้นมิใช่เพียงแต่เท่านั้น เรายังภูมิใจได้ในพระเจ้า เดชะพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราผู้ทรงประทานการคืนดีไว้แก่เราแล้ว”(โรม5:7-11)

การคืนดีที่ค้ำประกันโดยความชอบธรรมทั้งจากฝ่ายพระเจ้าและความชอบธรรมจากฝ่ายมนุษย์แน่นแฟ้นอย่างนี้ เปาโลเป็นผู้เสนอในลักษณะปรัชญาเป็นคนแรก ทำให้การเปิดเผยของพระเยซูเริ่มมีโฉมหน้าเป็นปรัชญาขึ้นมาและจะขยายผลต่อไปตามครรลองของประวัติศาสตร์

เท่าที่กล่าวมาในหัวข้อนี้เป็นการคืนดีอย่างชอบธรรมแก่มนุษย์แต่ละคนเป็นการส่วนตัวและส่วนตนเท่านั้น เปาโลมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น

  1. การคืนดีแห่งจักรวาล(Cosmic Reconciliation) เปาโลใช้คำกรีกว่า katallagèkosmikèคำ kosmikè (è = แ) เป็นคุณศัพท์ของ kosmosหรือ cosmosซึ่งหมายถึงเอกภพคือสิ่งที่มีอยู่ทั้งสิ้นไม่รวมผู้สร้าง เพราะผู้สร้างสรรพสิ่งจริง ๆย่อมไม่สร้างตัวเอง ศิลปินปั้นรูปตัวเองได้แต่ให้กำเนิดตัวเองไม่ได้ หุ่นยนต์สร้างหุ่นยนต์ตัวอื่นสักเท่าไรก็สร้างได้แต่สร้างตัวเองไม่ได้ ความหมายที่ 2 ของคำ kosmosก็คือมนุษย์ทุกคนของทุกยุคทุกสมัยไม่ยกเว้นใครเลยแม้แต่คนเดียว แต่ตามเหตุผลคงต้องยอมให้เปาโลยกเว้นพระเยซูเพราะไม่ต้องการการคืนดีกับพระเจ้าซึ่งก็คือตัวพระองค์เอง เปาโลกล่าวไว้อย่างเป็นปริศนาในจดหมายถึงชาวโรมว่า “เพราะการที่พระเจ้าทรงทอดทิ้งพี่น้องร่วมชาติของข้าพเจ้าเป็นเหตุให้มนุษย์ทั้งเอกภพ (kosmos)ได้คืนดีกับพระองค์ การที่พระเจ้าทรงรับพวกเขากลับมาอีกเป็นสิ่งใดเล่าถ้าไม่ใช่เป็นชีวิตที่คืนชีพมาจากบรรดาผู้ตาย”(โรม11:15) เราจะกลับมาศึกษาปริศนานี้ภายหลัง ตอนนี้ให้เดินหน้าไปดูข้อความชัดๆในจดหมายถึงชาวโครินธ์ฉบับที่2 เพื่อจับความให้ชัดเจนเสียก่อน ดังนี้ “พระเจ้าทรงทำให้เอกภพ(kosmos)คืนดีกับพระองค์ในองค์พระคริสตเจ้า”(2โครินธ์5:19) ซึ่งหมายความว่าในปรัชญาของเปาโลพระเยซูทรงใช้เหตุการณ์ 3 ประการของพระองค์สร้างความชอบธรรมให้แก่มนุษย์ทุกคนไม่เลือกหน้า ส่วนข้อความปริศนาในจดหมายถึงชาวโรมตีความได้ว่าเป็นการเล่นคำของเปาโลและเสียดสีชาวยิวเพื่อนร่วมชาติของเปาโลไปด้วยในเวลาเดียวกัน ความหมายก็น่าจะเป็นว่าชาวยิวในสมัยของเปาโลล้วนแต่สำคัญผิดเพราะเคยตัวที่พระยาห์เวห์ได้ทรงดูแลทั้งชาติเป็นพิเศษ เนื่องจากพระยาห์เวห์ทรงเตรียมทั้งชาติให้ทำหน้าที่ต้อนรับพระเมสสิยาห์และเสนอพระเมสสิยาห์แก่ชาวโลกทั้งมวล แต่ชาติยิวมิได้ทำหน้าที่นี้ พระยาห์เวห์จึงไม่ง้อชาติยิวแล้ว พระยาห์เวห์จึงแสดงองค์เป็นพระเจ้าของมนุษยชาติและทรงใช้มนุษยชาติสร้างอาณาจักรของพระเจ้าโดยตรงแทนที่จะให้ชาวยิวเป็นผู้นำชาวโลกในงานนี้ และเปาโลก็ใช้โวหารเหน็บแนมชาวยิวว่านับเป็นโชคของนานาชาติที่เข้าถึงพระเจ้าได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านชาวยิวเป็นตัวกลาง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นชาวยิวก็คงจะเล่นตัวและสร้างเงื่อนไขหยุมหยิมมาข่มทำให้เสียความรู้สึกไม่หยุดหย่อน ดังโวหารในจดหมายถึงชาวเอเฟซัสว่า “จงระลึกว่า ท่านทั้งหลายเคยเป็นคนต่างศาสนา(ta ethnè)โดยกำเนิดในอดีต พวกที่เรียกตนเองว่าเข้าสุหนัตตามพิธีภายนอก เรียกท่านว่าเป็นพวกไม่ได้เข้าสุหนัต จงระลึกเถิดว่าเวลานั้นท่านอยู่ห่างจากพระคริสตเจ้า ถูกกีดกันมิให้เป็นประชากรอิสราเอล เป็นคนต่างด้าว ไม่มีส่วนในพระสัญญา อยู่ในโลกนี้โดยไม่มีความหวังและไม่มีพระเจ้า แต่บัดนี้ในองค์พระคริสตเยซู ท่านทั้งหลายซึ่งในอดีตเคยอยู่ห่างไกลได้เข้ามาอยู่ใกล้ เดชะพระโลหิตของพระคริสตเจ้า พระองค์คือสันติภาพของเรา(our peace) ผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นหนึ่งเดียวโดยทรงทำลายกำแพงที่แบ่งแยกคือการเป็นศัตรูกัน ทรงล้มเลิกธรรมบัญญัติพร้อมกับข้อบังคับและข้อห้ามต่างๆเมื่อทรงรับร่างกายเป็นมนุษย์เพื่อสร้างสันติภาพ ทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับเป็นมนุษย์คนใหม่คนเดียวในพระองค์ โดยทางไม้กางเขนทรงทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนดีกับพระเจ้ารวมเป็นกายเดียว และทรงขจัดการเป็นศัตรูกันเดชะพระองค์ พระองค์เสด็จมาประกาศสันติภาพเป็นข่าวดีสำหรับท่านทั้งหลายที่อยู่ห่างจากที่ชาวยิวต้องการและรอคอย คือการมาของพระเมสสิยาห์แบบนักการเมืองที่สามารถล้มอำนาจโรมันได้อย่างง่ายดายแล้วสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีแต่สันติภาพโดยใช้ชาวยิวทั้งหมดเป็นข้าราชบริพารปกครองทั่วโลกตามลำดับยศและตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้ชาวยิวทุกคนเป็นชนชั้นพิเศษคือชนชั้นปกครอง ส่วนชนชาติอื่นๆทั้งหมดจะมีฐานะเป็นชนชั้นถูกปกครอง สิ่งดีๆทั้งหลายที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยจะให้แก่มนุษย์นั้น ต้องผ่านมือชาวยิว ใครจะร้องเรียนอะไรแม้เรื่องเล็กน้อยจนถึงเรื่องคอขาดบาดตาย ก็ต้องผ่านข้าราชบริพารตามลำดับขั้นซึ่งก็คือชาวยิวทั้งหมด เปาโลก็เดาว่าจะต้องมีเงื่อนไขต่างๆเกิดขึ้นมากมายตามใจคนเชื้อสายยิวทุกระดับชั้น ซึ่งในลักษณะนี้ชนชาติอื่นๆทั่วทั้งโลกที่เปาโลเรียกว่าเป็นethnicซึ่งในสมัยนั้นมีนัยยะว่าเป็นชาวดอย ชาวเขา ชาวหลังเขา งี่เง่า ไร้การศึกษา บาร์บาเรียน บักหนาน อะไรๆในทำนองนี้ ก็คงจะรับพระเมตตาจากพระเจ้าอย่างเต็มกลืน ไม่ใช่ทาสก็เหมือนทาสเพราะทุกอย่างต้องผ่านคนกลางลงมา เปรียบเทียบกับเมสสิยาห์อีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องสมมุติ เพราะเป็นเมสสิยาห์ตัวจริงคือพระเยซูที่เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสร้างความชอบธรรมทุกด้านที่เอื้อต่อมนุษย์ทุกคนอย่างเสมอหน้ากันโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง แต่ทั้งนี้ย่อมไม่ถูกสเป๊กของชาวยิวที่อยากได้พระเมสสิยาห์แบบของตน เปาโลใช้โวหารดังกล่าวเพื่อสรุป 2 เรื่องที่สำคัญ คือ 1. ในเมื่อพระเมสสิยาห์มาแล้วจริงๆในรูปของพระเยซู ก็ตัดความหวังที่จะมีพระเมสสิยาห์แบบอื่นอย่างสิ้นเชิง 2. ประชาชาติทั้งหลายโชคดีที่แต่ละคนมีสิทธิและสามารถรับพรตรงๆและเต็มๆจากพระเมสสิยาห์โดยไม่ต้องผ่านชาติเลือกสรรที่จุกจิกจู้จี้ไม่เข้าเรื่อง การคืนดีจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวระหว่างมนุษย์แต่ละคนกับพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ทรงปรารถนาให้มนุษย์ช่วยดูแลกันฉันญาติสนิทอย่างพ่อแม่พี่น้อง ในอาณาจักรของพระเจ้าจึงมีทีมงานหรือคณะบุคคลที่อุทิศตนให้บริการ ใครบริการมากอย่างเสียสละมาก เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรักมากเป็นพิเศษ เรียกว่ามีพระหรรษทานชีวิตพระเจ้ามากขึ้นตามระดับของชีวิตศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้นับได้ว่าเป็นปรัชญาวิเศษสุดของเปาโลก็ว่าได้

ปรัชญาบริสุทธิ์ของเปาโล

” เปาโลเป็นนักปรัชญาเสมอภาค” (Saint Paul is a philosopher of Universalism) เป็นความคิดของอแลง บาดีอู (Alain Badiou) นักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางแบบอเทวนิยม บาดีอูเป็นชาวฝรั่งเศส เกิดในปีค.ศ.1937 ในประเทศโมรอคโคซึ่งในชณะนั้นเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ครอบครัวกลับไปอยู่ฝรั่งเศสเมื่อบาดีอูเข้าเรียนปรัชญาในมหาวิทยาลัย L’EcoleNormaleSupérieurค.ศ.1969สอนวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยปารีส8 ค.ศ.1999 ย้ายกลับมาสอนปรัชญาที่สถานศึกษาของตนเอง และสอนพิเศษในสถาบันปรัชญานานาชาติ (Collège International de Philosophie)โดยเลือกสอนนักปรัชญาแหวกแนว (anti-philosophers) และความคิดทั้งหลายที่ล้ำยุค ซึ่งก็คือปรัชญาหลังนวยุคนั่นเอง ซึ่งบาดีอูรวมเปาโลอยู่ในข่ายวิชาของตนด้วย เพราะมองว่าเปาโลมีความคิดล้ำยุคสำหรับคนสมัยนั้นที่บาดีอูชอบ ทั้งๆที่บาดีอูเป็นอเทวะไม่นับถือศาสนาใดเลย แต่นักปรัชญาอย่างบาดีอูไม่แคร์เรื่องศาสนา เพราะถือว่าศาสนาเป็นเพียงการเสริมต่อยอดจากปรัชญาของแต่ละความคิดอย่างตามใจ ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่าปรัชญาศาสนาอันเป็นปรัชญาประยุกต์ต่อยอดปรัชญาบริสุทธิ์ที่เป็นกระบวนทรรศน์ของแต่ละคนซึ่งใครจะต่อยอดหรือไม่ หรือต่อยอดอย่างเป็นเรื่องที่แต่ละคนพึงตัดสินใจเลือกเอาเองตามความสมัครใจ บาดิอูคิดว่าปรัชญาเป็นความเชื่อพื้นฐานมากกว่าศาสนา ปรัชญาจึงเป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมด ใครมีปรัชญาดีคิดถูกต้องจะมีความสุขและอะไรๆก็จะดีตามไปหมดรวมทั้งเรื่องศาสนาและการเมือง ตรงกันข้ามใครมีปรัชญาไม่ดีคิดไม่เข้าท่า นอกจากตัวเองจะมีปัญหาอมทุกข์แล้วยังจะพาให้สังคมเดือดร้อนรวมถึงศาสนาก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย คนมีปรัชญาเหมือนกันแม้จะนับถือศาสนาต่างกัน ก็จะพูดกันรู้เรื่องง่ายกว่าคนนับถือศาสนาเดียวกันแต่มีปรัชญาต่างกัน ปรัชญาที่อยู่ขั้วตรงข้ามกันมากที่สุดและพูดกันรู้เรื่องยากที่สุดคือขั้วนวยุคกับขั้วหลังนวยุค หากยอมเรียกผู้มีปรัชญานวยุคว่านักปรัชญา(philosophers) ผู้มีปรัชญาหลังนวยุคก็ต้องถูกเรียกว่านักปฏิปรัชญา(anti-philosophers) ซึ่งตามความคิดของบาดีอูได้แก่เปาโล, นีทเฉอ, วีทเกินชทายน์, ลากอง, ฯลฯ รวมทั้งตัวเองด้วย ในด้านการเมืองบาดีอูเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสและพยายามปรับปรุงคุณภาพตามอุดมการณ์ของนักหลังนวยุคสายกลาง บาดีอูยกย่องเปาโลว่าเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิสากลนิยม(founder of universalism) ในความหมายว่า “ยกย่องความเสมอภาคของมนุษย์ทุกคนในมนุษยชาติ” จึงเรียกได้อีกอย่างว่าลัทธิเสมอภาค ซึ่งในแง่นี้บาดีอูถือว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดอยู่หรือไม่ พึงสำนึกถึงคุณความดีของเปาโลในเรื่องนี้โดยไม่ให้พัวพันกับความเชื่อหรือการสังกัดศาสนา บาดีอูได้เขียนหนังสือชี้แจงเรื่องนี้ในหนังสือชื่อ “Saint Paul: La fondation de l’universalism” พิมพ์เผยแพร่โดย Presses Universitaires de France, 1977  แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Ray Brassier พิมพ์เผยแพร่โดย Stanford University Press, Standford, California, 2003.

บาดีอูไม่สนใจว่าเปาโลมีความสำคัญอย่างไรต่อการก่อตั้งศาสนาคริสต์ในมหาอาณาจักรโรมัน สนใจแต่จะพิสูจน์ว่าเปาโลเป็นนักคิดและนักเผยแพร่ลัทธิความเสมอภาคที่ถูกต้องตามอุดมการณ์ของตน และจะเป็นนักเสมอภาคแท้ในอุดมการณ์ของบาดีอูก็ต้องเป็นนักปรัชญาหลังนวยุคเท่านั้น หากใครไม่พอใจจะถือว่านักหลังนวยุคเป็นนักปรัชญาก็ไม่ว่ากันเพราะบาดีอูก็จะเลี่ยงไปเรียกเป็นนักแอนตี้ปรัชญาคือแอนตี้ปรัชญานวยุคก็ไม่ว่ากัน อย่างนี้แหละคือเปาโลของบาดีอูนักปรัชญาหลังนวยุคฝรั่งเศสในปัจจุบัน

ทำไมต้องเปาโล

1.คนกระบวนทรรศน์ที่1 เชื่อว่าน้ำพระทัยของเบื้องบนเป็นเกณฑ์ตัดสินทุกอย่างและน้ำพระทัยของเบื้องบนดิ้นได้ ไม่มีอะไรตายตัวให้คาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ละคนจึงต้องสาละวนแต่จะเอาตัวรอดขณะต่อขณะซึ่งทำให้เครียด ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่มีแก่ใจที่จะคิดถึงสิทธิเสมอภาคของใครแม้แต่ของตนเอง ไม่มีอะไรส่อให้เห็นได้ว่าเปาโลเป็นคนประเภทนี้ แต่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าเปาโลพยายามช่วยปลดแอกผู้หลงเชื่อและสำคัญผิดอย่างนี้ ซึ่งซาตร์ใช้สำนวนว่าปลดปล่อยจากความสำคัญผิดที่เลว (liberation from bad faith)

2.คนกระบวนทรรศน์ที่ 2 เชื่อว่ากฎตายตัวเป็นเกณฑ์ตัดสินทุกอย่าง แม้น้ำพระทัยของเบื้องบนก็มีกฎตายตัวให้คาดการณ์ล่วงหน้าได้ ให้พยายามเดินตามกฎไว้แล้วทุกอย่างจะดีเอง ปัญหาใหญ่ของคนกระบวนทรรศน์นี้ก็คือกฎดังกล่าวจะหาได้จากไหน คนกระบวนทรรศน์นี้ทุกคนมีความรู้สึกต้องมีเจ้าสำนักและมอบความรับผิดชอบให้เจ้าสำนักเป็นผู้ชี้ขาดว่าต้องดำเนินตามกฎใดบ้าง มีหลักฐานชัดเจนว่าเปาโลประณามการแสวงหากฎเพื่อใช้ในลักษณะนี้ตลอดเวลา

  1. คนกระบวนทรรศน์ที่3 เชื่อว่าการเสียสละในโลกนี้เป็นราคาซื้อความสุขในโลกหน้า ใครเสียสละในโลกนี้มากเท่าใดก็สะสมสิทธิ์ได้ความสุขในโลกหน้ามากเท่านั้น เทียบได้กับการฝากธนาคารในโลกนี้เพื่อมีเครดิตรับทั้งต้นและดอกผลในโลกหน้า เปาโลแสดงหลักฐานอยู่บ่อยๆที่ดูเหมือนกับว่าส่งเสริมกระบวนทรรศน์นี้ แต่บาดีอูชี้ว่าไม่ใช่ ให้พิเคราะห์ดูดีๆจะเห็นว่าเปาโลให้เสียสละเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และคุณภาพชีวิตนั้นแหละที่ค้ำประกันความสุขแท้ตามความเป็นจริงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ตามสำนวนของท่านพุทธทาสว่ามีสิทธิเข้าทุกสวรรค์

4.คนกระบวนทรรศน์ที่4 เชื่อว่าวิทยาศาสตร์เท่านั้นสร้างคุณภาพทุกอย่างแก่มนุษย์และคนพวกนี้แหละที่ชอบประณามผู้ไม่เห็นด้วยกับตนว่าไม่เป็นนักวิชาการและไม่ใช่นักปรัชญา ซึ่งบาดิอูไม่เห็นด้วย และยอมไม่เป็นนักปรัชญาก็ได้ แต่ขอเป็นผู้แอนตี้ปรัชญาของพวกนี้และดึงเอาเปาโลเข้ากลุ่มของตนด้วย เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าเปาโลไม่ใช่คนประเภทวิธีการวิทยาศาสตร์ขึ้นสมอง และจริงๆแล้วในสมัยของเปาโลยังไม่มีใครรู้ว่าวิธีการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร

  1. คนกระบวนทรรศน์ที่5 เชื่อว่าคุณค่าของคนอยู่ที่คุณภาพชีวิต ทำชีวิตให้มีคุณค่าไว้ อะไรดีๆทั้งหลายก็มีสิทธิ์จะได้หมดด้วยสิทธิแห่งความเสมอภาคของธรรมชาติมนุษย์ และบาดิอูก็คิดว่าเปาโลมีคุณสมบัติเพียบทั้งในคำสอนและการปฏิบัติให้ถือได้ว่าเป็นต้นแบบได้อย่างดีสำหรับลัทธิเสมอภาคในความเป็นมนุษย์

บาดิอูไม่นับถือศาสนาคริสต์จะยกย่องนักบุญเปาโลได้อยู่ละหรือ

บาดิอูยกย่องเปาโลในฐานะเป็นนักบุญตามทรรศนะของตนคือยกย่องในฐานะเป็นนักปรัชญาที่สำคัญคนหนึ่งของมนุษยชาติ ซึ่งในลักษณะเช่นนี้บาดิอูย่อมมีสิทธิ์จะทำได้ในฐานะที่เปาโลเป็นมนุษย์คนหนึ่งหากมีคุณค่าประการใดย่อมเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ และในส่วนที่เปาโลสร้างคุณค่าอันใดฝากไว้ในศาสนาคริสต์ก็ย่อมเป็นสมบัติของคริสตชน ผู้ไม่ใช่คริสตชนหากไม่เห็นด้วยก็ควรเมินเสียถือว่าไม่เกี่ยวกับฉัน เป็นเรื่องของศรัทธา ใครไม่มีศรัทธาก็เพียงแต่รับรู้ว่ามีเพื่อนร่วมโลกที่มีศรัทธา จึงควรเคารพศรัทธาของกันและกันยิ่งกว่าจะยกขึ้นมาเย้ยหยันให้เพื่อนร่วมโลกเสียความรู้สึกอันดีที่พึงมีต่อกัน บาดิอูทำดีแล้ว ควรส่งเสริมสนับสนุนในวิธีการของกระบวนทรรศน์หลังนวยุค

ถาม: ชาวคริสต์ไม่ว่ากระไรหรือที่มีคนเอาศาสนบุคคลของตนไปยกย่องไม่สูงเท่าชาวคริสต์ยกย่องอยู่

ผมไม่คิดว่าชาวคริสต์คนใดมีปัญหาข้องใจในเรื่องนี้ อย่างน้อยก็ตามความรู้สึกในปัจจุบัน ผมคิดว่าการยกย่องอย่างจริงใจทำได้ด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการที่ 1 ก็คือยกย่องตามความรู้สึกอยากยกย่องเอง จึงแสดงออกตามความรู้สึกและเกณฑ์ของตนเอง นับเป็นการกระทำจากคุณธรรมที่ควรยกย่องที่สุด เพราะผู้ปฏิบัติเป็นตัวของตัวเองและไม่แคร์ใคร เขามีเหตุผลของเขาเองที่จะทำอะไรที่อยากจะทำ เหตุผลประการที่ 2 คือยกย่องเพื่อเอาใจคนรู้จัก ควรอยู่ในกรอบพอดีพองามที่จริงใจ ยากที่จะกำหนดกรอบให้เป๊ะ ๆ ต้องดูทั้งบรรยากาศและความรู้สึกของเพื่อนว่าพอใจแค่ไหน เปรียบง่ายๆเหมือนการปฏิบัติต่อคู่รักของเพื่อน แค่ไหนเพื่อนพอใจที่สุดก็พึงทำในกรอบนั้น ไม่ให้ขาดไม่ให้เกินแหละดีที่สุด บาดิอูยกกรณีของเปาโลเป็นกรณีศึกษาที่น่าศึกษาเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี ผมพยายามจะเข้าใจบาดิอูอย่างที่นักปรัชญาพึงเข้าใจกัน บาดิอูเองสารภาพว่าตนเองมีความรู้สึกดีต่อเปาโลและอยากจะยกย่องจากความรู้สึกจริงจากใจแม้จะไม่นับถือศาสนาคริสต์และไม่อยากนับถือศาสนาใดเลย แต่ขณะเดียวกันก็เคารพศรัทธาของเพื่อนร่วมอาชีพสอนปรัชญาที่มีทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ช่วยกันลองดูนะ น่าจะสนุกดี เรื่องนี้ไม่น่าจะจบลงง่าย ๆ นะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s