ซอกแซกหามาเล่า ตอนที่ 226

ซอกแซกหามาเล่า (226)

กีรติ บุญเจือ

ปรัชญาการกอบกู้ของเปาโล

ก่อนรู้จักพระเยซู ขณะศึกษาศาสนาอยู่ในกลุ่มฟาริสีนั้นเปาโลย่อมคุ้นเคยกับความคิดเรื่องการชดใช้ความผิดและการชดใช้บาป(expiation) หากมีการทำผิดทางกฎหมายและเกิดความเสียหายทางทรัพย์สิน ผู้ทำความผิดย่อมถูกบังคับทางกฎหมายให้ต้องชดใช้เป็นทรัพย์สิน หากไม่มีทรัพย์สินพอจะชดใช้ได้ก็จะถูกลงโทษให้ได้รับสถานภาพที่ไม่น่าพึงพอใจ เช่น ถูกจองจำให้สูญเสียเสรีภาพ ถูกเฆี่ยนถูกโบย ถูกทรมาน แต่ถ้าเป็นเรื่องของการทำบาป ถือว่าเป็นการเสื่อมเสียของสังคม ดังนั้นสังคมจะต้องร่วมกันชดใช้ จนกว่าพระเจ้าจะทรงพอพระทัย อย่างเช่นการทำบาปของอาดัมในฐานะที่เป็นบิดาของมนุษยชาติทั้งหมด ตามรหัสธรรมความชอบธรรมระหว่างพระเจ้ากับมนุษยชาตินั้น มนุษชาติทั้งหมดย่อมมีส่วนในความใจอ่อนผิดพลาดนั้นซึ่งเปาโลถือว่ามนุษย์ทุกคนพึงน้อมรับแต่โดยดีเพราะเปาโลมองเห็นไปว่า แล้วมนุษย์ทุกคนจะได้รับส่วนดีจากอาดัมที่2ที่สมัครใจมาแก้ไขความผิดพลาดของอาดัมที่1 และอาดัมที่2นี้เปาโลกล่าวไว้ชัดเจนว่าได้แก่พระเยซูพระบุตรนิรันดร ซึ่งมารับเอากายเกิดเป็นมนุษย์ในกาละ เพื่อตอบสนองความต้องการพระเมสสิยาห์ของชาวยิวและเพื่อตอบสนองความต้องการอาดัมที่2ของมนุษยชาติ และเพื่อตอบสนองความชอบธรรมในองค์ความเป็นจริงสูงสุด คำสอนข้อนี้เป็นปรัชญาพื้นฐานหรือกระบวนทรรศน์ของเปาโล ขณะเดียวกันก็เป็นรหัสธรรมที่เมื่อเปิดเผยแล้วก็อธิบายได้และเข้าใจได้ตามความสามารถและความสนใจของแต่ละคน เปาโลกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในคัมภีร์โรม5:15-21ความว่า ถ้ามวลมนุษย์ต้องตายเพราะการล่วงละเมิดของมนุษย์คนเดียว พระหรรษทานของพระเจ้าและของประทานโดยทางพระหรรษทานจากมนุษย์คนเดียวคือพระเยซูคริสต์ก็ยิ่งสมบูรณ์ขึ้นสำหรับมวลมนุษย์ หลักความชอบธรรมที่ทำให้บาปของมนุษย์คนเดียวเป็นเหตุให้มนุษยชาติถูกลงโทษถึงสูญเสียความชอบธรรม ก็หลักความชอบธรรมนั้นเองที่ทำให้ความเสียสละทำดีของมนุษย์อีกคนหนึ่งทำให้มนุษยชาติได้รับการอภัยโทษและได้ความชอบธรรมเดิมคืนมา “การล่วงละเมิดของมนุษย์คนเดียวเป็นเหตุให้มนุษย์ทุกคนถูกลงโทษฉันใด กิจการชอบธรรมของมนุษย์คนเดียวก็นำความชอบธรรมที่บันดาลชีวิตมาให้มนุษย์ทุกคนฉันนั้น มวลมนุษย์กลายเป็นคนบาปเพราะการไม่เชื่อฟังของมนุษย์คนเดียวฉันใด มวลมนุษย์ก็จะเป็นผู้ชอบธรรมเพราะการเชื่อฟังของมนุษย์คนเดียวฉันนั้น”(โรม5:18-21) สรุปได้ว่าปรัชญาการไถ่กู้(Redemption)และการกอบกู้(Salvation)ทั้งหมด ตั้งอยู่บนฐานของหลักความชอบธรรม(the Principle of Justification อันเป็นมาตรฐานของความยุติธรรม justice และเมตตาธรรม mercy ซึ่งต้องไปควบคู่กัน) อันเป็นรหัสธรรมลึกลับ(mystery) และลึกซึ้งในปรัชญาของเปาโล ความชอบธรรมในความเป็นจริงของอันติมสัจหรือความเป็นจริงสูงสุด แสดงออกให้ปรากฏเป็นแผนการสร้างเอกภพและแผนการนำคนดีเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า ต่อมาจะได้ชื่อว่า Divine Plan of Salvation=แผนการของพระเจ้าการที่มนุษยชาติต้องรับชดใช้บาปกรรมของอาดัม เมื่อได้การกอบกู้โดยพระเยซูแล้ว ปรัชญาของเปาโลถือว่าคุ้มเหลือคุ้ม เพราะสิ่งที่ได้มานี้คือการมีส่วนในชีวิตพระเจ้า

ปรัชญาความตายของพระเยซูในปรัชญากอบกู้ของเปาโล

แผนการของพระเจ้าตั้งเป้าหมายที่การยกฐานะมนุษย์สู่ชีวิตพระเจ้าแต่ไม่เสมอพระเจ้าโดยไม่เสียศักดิ์ศรีแห่งความชอบธรรมในพระธรรมชาติของพระองค์ นั่นคือพระเจ้าเองจะต้องมีความชอบธรรมในการยกย่องมนุษย์และมนุษย์ก็ต้องมีความชอบธรรมในการรับการยกย่องดังกล่าว มิฉะนั้นจะขาดความภูมิใจแม้แต่จากฝ่ายเดียว ก็ย่อมไม่เป็นที่น่าพอใจอยู่ดี

พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ให้มีปัญญา ปัญญานั้นคือศักยภาพที่จะมีชีวิตอย่างพระเจ้าได้ซึ่งพระคัมภีร์ใช้สำนวนเชิงเปรียบเทียบว่าเป็นพระฉายหรือฉายาของพระเจ้า(the Image of God) คือมีรูปแบบพระเจ้าที่มีปัญญา และก็ปัญญานี่แหละที่สามารถรับรู้และเข้าใจถึงความชอบธรรมที่พระเจ้าจะเปิดเผยให้รับรู้ได้ อย่างไรก็ตามมนุษย์ก็คือสิ่งถูกสร้าง ทำอย่างไรก็กลายเป็นผู้สร้างไปไม่ได้ นี่คือความชอบธรรมตามธรรมดาที่มนุษย์สามารถรู้ได้ด้วยปัญญาของมนุษย์ แต่ความชอบธรรมระดับสูงสุดของพระเจ้านั้นเปิดช่องทางให้มีกรณียกเว้นได้ และโดยการยกเว้นนั้นพระเจ้าต้องเป็นฝ่ายริเริ่มเปิดโอกาสและมนุษย์ต้องตอบสนองในขอบข่ายของโอกาสที่พระเจ้าทรงอนุโลมให้ มนุษย์ไม่มีสิทธิ์จะวางแผนเองและทึกทักเอาเองว่าพระเจ้าจะต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ตามที่ตนเองอยากจะได้ เปาโลเองได้ตระหนักและสำนึกผิดว่าแต่ก่อนตนเองพลอยเอออวยไปกับคณะพรรคฟาริสีว่าอยากได้พระเมสสิยาห์อย่างโน้นอย่างนี้และขอร้องแกมบังคับให้พระยาห์เวห์ส่งพระเมสสิยาห์มาให้พวกตนได้รับใช้ตามสเป๊กของพวกตนและถึงกับลงมือลงไม้กับผู้คิดเห็นเป็นอย่างอื่น ครั้นได้พบกับพระเยซูและมั่นใจว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์องค์จริงเข้าแล้วจึงได้เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นรหัสธรรม เราเป็นมนุษย์มีปัญญาก็จริง แต่เป็นปัญญาระดับสิ่งถูกสร้าง รู้ได้แน่ใจได้ก็แค่ในกรอบของความชอบธรรมระดับมนุษย์เท่านั้น เหนือกว่านั้นไปเป็นความชอบธรรมระดับพระเจ้า พระองค์เท่านั้นที่จะรู้ว่าความชอบธรรมของพระองค์เป็นอย่างไรและครอบคลุมถึงเรื่องใดบ้าง ในส่วนสัมพันธ์กับมนุษย์นั้นแม้พระองค์จะโปรดปรานมนุษย์ปานใดก็ตามก็ย่อมจะต้องไม่เสียความชอบธรรมของพระองค์ และจะใช้วิธีใด ล้วนแต่ต้องได้รับการเปิดเผยจากพระองค์เองทั้งสิ้น จึงจะรู้ได้ว่าพระองค์จะเอาอย่างไร เมื่อใด ให้ใครทำอะไรบ้าง หากให้คิดเอาเองและจะเอาให้ได้ตามใจของแต่ละคน ก็คงสันสนวุ่นวายจนไม่รู้จะตอบสนองความต้องการของใครถูก ก็เป็นอันว่าต้องรับรู้จากพระองค์หรือจากตัวแทนที่รับรู้มาจากพระองค์ ก็จะแน่นอนที่สุด เปาโลมั่นใจว่าตนได้รับการเปิดเผยความชอบธรรมของพระเจ้าส่วนหนึ่งด้วยตนเองโดยตรง อีกส่วนหนึ่งได้รับรู้ผ่านทางผู้ได้รับรู้โดยตรง และอีกส่วนหนึ่งเปาโลมั่นใจว่าตนได้รับพันธกิจให้ขยายผลด้วยปรัชญาของตน เพื่อให้มีผู้นำเอาไปขยายผลต่อๆไปในกรอบแห่งความชอบธรรมของพระเจ้าที่ประสานกับความชอบธรรมของมนุษย์

บนพื้นฐานปรัชญาความชอบธรรมดังกล่าวข้างต้น เปาโลก็มองได้ทะลุปรุโปร่งว่าพระเจ้าไม่จำเป็นต้องมารับร่างและเกิดป็นมนุษย์ แต่ที่ยอมถ่อมองค์ถึงขั้นความเสียสละสุดยอด (kenosis)ก็เพราะความชอบธรรมของพระองค์ไม่ขัดข้องให้ทำเช่นนั้นได้ และพระองค์ทรงพอพระทัยเลือกทางนี้ก็เป็นเครื่องชี้บ่งว่าทรงมีแผนการกอบกู้เชิงปฎิฐานระดับพิเศษสำหรับมนุษย์เกินความจำเป็นที่พระองค์จะพึงกระทำแก่มนุษย์ เมื่อพระองค์ตกลงปลงพระทัยเกิดเป็นมนุษย์แล้ว พระองค์อาจจะเลือกเป็นผู้ทรงอำนาจเป็นเจ้าโลกสร้างมหาอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่ามหาอาณาจักรโรมันดังที่พรรคฟาริสีของเปาโลแต่เดิมวาดภาพไว้ให้ แต่กลับทรงเลือกเจริญชีวิตอย่างยากจน ดำเนินชีวิตผู้ปฏิรูปศาสนาอย่างไร้เครื่องช่วย พระองค์จะเลือกไม่ต้องตายก็ได้ แต่กลับเลือกยอมถูกใส่ร้ายกล่าวหาอย่างไม่มีมูลความผิด ยอมตายอย่างผู้หาแผ่นดินสักคืบเพื่อนอนตายก็ยังไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้เปาโลเข้าใจว่าเป็นไปตามครรลองแห่งความชอบธรรมและแผนกอบกู้มนุษยชาติฉบับพิเศษสุดสำหรับมนุษยชาติ ทั้งหมดนี้เปาโลเข้าใจว่าเกี่ยวข้องในแผนเดียวกันกับที่พระเยซูจะได้ฟื้นคืนชีพอย่างชอบธรรมสูงสุด เพื่อยื่นความชอบธรรมให้มนุษย์ได้ฟื้นคืนชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีสูงสุด และทุกคนที่ได้เข้าอาณาจักรแห่งสวรรค์ของพระองค์จะเข้าได้อย่างเต็มภาคภูมิสูงสุด  เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว เปาโลจึงรู้สึกตัวเองว่าพึงตอบสนองความหวังดีของพระเจ้า ทั้งหมดรวมอยู่ในกระแสความชอบธรรมแห่งแผนการเดียว คือให้มนุษย์ตอบสนองด้วยความชอบธรรมที่ประสานกันกับความชอบธรรมของพระเจ้าที่เปิดเผยให้รู้แล้ว เชิญทดสอบความรู้สึกของเปาโลเมื่อมีปรัชญาดังกล่าวอยู่ในใจ “ถ้าท่านทั้งหลายกลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสต์แล้ว ก็จงใฝ่หาแต่สิ่งที่อยู่เบื้องบนเถิด  ณที่นั้นพระคริสต์ประทับเบื้องขวาของพระเจ้า จงคิดถึงแต่สิ่งที่อยู่เบื้องบน อย่าพะวงถึงสิ่งของบนแผ่นดินนี้ เพราะท่านทั้งหลายตายไปแล้วและชีวิตของท่านก็ซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า เมื่อพระคริสต์องค์ชีวิตของท่าน จะสำแดงพระองค์ เมื่อนั้นท่านจะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระสิริรุ่งโรจน์ด้วย (คลส3:1-4)

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นคือปรัชญาความชอบธรรม philosophy of justification ของเปาโล ส่วนแผนการยอมรับความตายของพระเยซูคือปรัชญาความตาย (philosophy of death) ตามหัวข้อข้างต้น

ทำอย่างไรจึงมีความชอบธรรมกับพระเจ้า

สำหรับความชอบธรรมเปาโลใช้คำ dikaiôsis (ô = โอ)ซึ่งเพี้ยนมาจากคำ dikaiôsunèที่แอร์เริสทาทเถิลใช้ในฐานะเป็น 1ใน 4 คุณธรรมแม่บท (4 cardinal virtues) เชื่อได้ว่าเปาโลต้องรู้เรื่องนี้จากการศึกษาปรัชญาในบ้านเกิด ความหมายของแอร์เริสทาทเถิลใกล้เคียงกับ”จาคะ” ในฆราวาสธรรม 4 ของพระพุทธเจ้า คือ การมีจิตอาสา ยอมเสียเปรียบ อย่างที่แอร์เริสทาทเถิลชี้แจงว่า เพียงแต่ไม่โกงไม่เอาเปรียบใครเท่านั้นหาพอไม่ แต่จะต้องสนใจดูแลคนรอบข้างว่ามีความเดือดร้อนขาดแคลนอะไรบ้าง หากช่วยบรรเทาทุกข์ได้ ให้รู้สึกว่ามีหน้าที่จะต้อช่วยขจัดทุกข์ ด้วยหลักการว่า Give everybody his due จงให้แก่ทุกคนตามสิทธิของเขา “สิทธิ”ตรงนี้รวมถึงว่า หากรู้ว่าใครขัดสนและเรามีโดยไม่กำลังต้องใช้ ให้ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาที่จะได้ไปใช้ ไม่ใช่ของของเราอีกต่อไป ขณะที่เปาโลศึกษาศาสนายูดาห์ตามลัทธิฟาริสี ก็เชื่อตามแนวคิดของลัทธิว่า ความชอบธรรมตามความคิดของแอร์เริสทาทเถิลเป็นความชอบธรรมที่ดีสูงสุดตามปรัชญาของมนุษย์เท่าที่ปัญญามนุษย์จะคิดถึงได้ แต่หากจะให้ถึงขั้นสอดคล้องกับความชอบธรรมของพระยาห์เวห์ละก็ ต้องรักษาบทบัญญัติทุกข้อที่เชื่อว่าพระยาห์เวห์ได้มอบลงมาให้ปฏิบัติ และเปาโลก็กล้าท้าอวดได้ว่า ถ้าเอากันตามเกณฑ์นั้น ตนกล้าอวดได้ว่าไม่มีใครจับผิดไม่ได้เลยก็แล้วกันแหละ แต่เมื่อมาเป็นศิษย์ของพระเยซูแล้วจึงได้รับการเปิดเผยให้รับรู้ว่าไม่พอ และตนมีโชคดีที่ได้รับรู้รหัสธรรมโดยตรงว่าต้องทำอะไรและอย่างไร และตนก็พร้อมที่จะถ่ายทอดต่อไปอย่างไม่ยอมหยุดยั้งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

“ความชอบธรรมของพระเจ้าที่ช่วยให้รอดพ้น พระองค์ประทานให้ทุกคนที่มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่มีความแตกต่างใดๆอีก เพราะว่าทุกคนได้ทำบาปและได้ขาดพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าไปแล้วด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วทุกคนก็ได้รับความชอบธรรมเป็นของประทานทางพระหรรษทานอาศัยการไถ่กู้” (โรม3:23-24)ให้สังเกตว่า เมื่อเปาโลพูดถึงความเชื่อจะต้องผูกเอาความวางใจ (confidence in the faithfulness) พ่วงอยู่ด้วยเสมอ

“อับราฮัมเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่า สิ่งใดที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ พระองค์ย่อมมีพระอำนาจที่จะทำสิ่งนั้นให้เป็นจริงตามพระสัญญาได้ นี่เป็นความเชื่อซึ่งนับได้ว่าเป็นความชอบธรรม (โรม4:21-22)

“พระคัมภีร์เห็นล่วงหน้าแล้วว่าพระเจ้าจะโปรดให้คนต่างศาสนาเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ พระองค์จึงทรงประกาศข่าวดีล่วงหน้าแก่อับราฮัมว่า อาศัยเจ้า นานาชาติจะได้รับพระพร” (กลท3:8)

“ขณะนี้คือวันแห่งความรอด เราแสดงตนเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าในทุกกรณีด้วยความอดทนอย่างมากในความทุกข์ยาก ความขัดสน ความคับแค้น การถูกโบยตี การถูกจองจำ การจลาจล ความเหน็ดเหนื่อยจากการงาน การอดนอน การอดอาหาร เราแสดงตนเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความรู้ ความเพียรอดทน ความใจดี ความช่วยเหลือของพระจิตเจ้า ความรักที่ไม่เสแสร้ง ถ้อยคำสัตย์จริงและด้วยพระอานุภาพของพระเจ้า โดยใช้ความชอบธรรมเป็นอาวุธทั้งมือซ้ายและมือขวาทั้งยามมีเกียรติและยามไร้เกียรติ ทั้งเมื่อถูกว่าร้ายและเมื่อได้รับคำสรรเสริญ  เราถูกกล่าวหาว่าเป็นคนหลอกลวงแต่เราก็พูดความจริง เราถูกกล่าวหาว่าเหมือนคนใกล้ตาย แต่เราก็ยังมีชีวิต เหมือนนักโทษประหาร แต่เราก็ยังไม่ถูกประหาร เหมือนคนอมทุกข์ แต่เราก็ก็เบิกบานแจ่มใสอยู่ เหมือนคนสิ้นไร้ไม้ตอก แต่เราก็ช่วยคนจำนวนมากให้มั่งมีสีสุก เหมือนคนไม่มีอะไร แต่เราก็ไม่ขัดสนอะไรสักอย่าง” (2คร6:2-10)

“เพราะเห็นแก่เราพระเจ้าทรงทำให้พระบุตรผู้ไม่รู้จักบาปเป็นผู้รับบาป เพี่อว่าในพระองค์เราจะได้กลายเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า” (2คร21) และนี่คือรหัสธรรมแห่งความชอบธรรมในพระเจ้า

“พี่น้องทั้งหลาย เมื่อท่านก้าวหน้าถึงที่ใดแล้ว จงก้าวหน้าต่อไปในทิศทางเดิมเถิด” (ฟป3:16บ่งบอกถึงนโยบายแบบหลังนวยุคอย่างชัดเจน)

“ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือผู้มีอำนาจปกครอง ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต ไม่ว่าฤทธิ์อำนาจหรือความสูง ความลึก รวมความว่าไม่มีสรรพสิ่งใดๆจะพรากข้าพเจ้าจากความรักของพระเจ้า ซึ่งปรากฏในองค์พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา สาธุ” (รม8:38-39)

“ข้าพเจ้ามีความชอบธรรมเพราะเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมที่พระเจ้าทรงประทานให้ผู้มีความเชื่อในพระองค์ ข้าพเจ้าต้องการรู้จักพระองค์ รู้จักฤทธานุภาพของการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์ ต้องการมีส่วนร่วมในพระมหาทรมานของพระองค์โดยมีสภาพเหมือนพระองค์ในความตาย จะได้บรรลุถึงการกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย ดังนั้นท่านทั้งหลายที่บรรลุวุฒิภาวะแล้ว จงมีความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้เถิด” (ฟป3:9-15)

“ความเที่ยงธรรมดังกล่าวขึ้นอยู่กับความเชื่อและนำไปสู่ความเชื่อ ผู้ชอบธรรมย่อมมีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ” (รม1:17)

ปรัชญาความชอบธรรมของเปาโล

เปาโลเขียนเป็นภาษากรีก พูดภาษากรีก อธิบายในบรรยากาศของผู้รู้ปรัชญากรีกก็ย่อมไม่มีปัญหา แต่ครั้นจดหมายของเปาโลถูกแปลเป็นภาษาละตินและผู้แปลแปลคำ dikaiôsunèว่า Justitia ซึ่งมีความหมายอยู่แล้วว่าความยุติธรรมตามกฎหมายโรมัน ภาษาอังกฤษทับศัพท์ละตินเป็น justice คัมภีร์ไบเบิลภาษาไทยแปลเป็นความยุติธรรมซี่งก็มีนัยยะว่าความยุติธรรมทางกฎหมายเช่นกัน มีผู้รู้สึกว่ามันไม่ใช่ พยายามเสนอคำแปลใหม่ในภาษาอังกฤษว่า fairness, equity แต่ที่ตรงที่สุดคือ justification ในภาษาไทยจึงมีผู้เสนอคำแปลใหม่เป็นความชอบธรรมและความเป็นธรรมซึ่งเลือกใช้ได้ตามอัธยาศัย

คำdikaiôsunèมีความหมายในปรัชญาของเพลโทว์และแอร์เริสทาทเถิลว่า นอกจากจะเป็นชื่อคุณธรรมข้อหนึ่งเหมือนคุณธรรมอื่นๆแล้ว ยังมีความหมายพิเศษเป็น 1 ใน 4 องค์ประกอบคุณธรรม(cardinal virtue)   นั่นคือคุณธรรมไม่ว่าคุณธรรมใดทั้งสิ้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบทั้ง 4 ข้อดังต่อไปนี้โดยจำเป็นขาดเพียงข้อเดียวก็จะไม่เป็นคุณธรรมทันที คือ 1. Phronesisความรอบรู้ สัจจะ 2.Tharrosทมะ ความมุ่งมั่นบึกบึนทึ่จะปฏิบัติให้ได้ตามที่รู้ 3. Metrispatheiaความอดกลั้นที่จะไม่ขาดไม่เกิน ขันติ และ 4. Dikaiôsiunèความมีจิตอาสาเสียสละอย่างชอบธรรม คุณธรรมไม่ว่าข้อใดทั้งสิ้นต้องมีทั้ง 4 ข้อดังกล่าวเป็นองค์ประกอบมิฉะนั้นถือว่าเป็นโมฆะคือไม่ใช่คุณธรรมเอาเสียเลยจริงๆ และถ้ามีก็ไม่ต้องมีอย่างเท่าๆกัน มากบ้างน้อยบ้างไม่ว่ากัน ขอให้มีเป็นสำคัญก็แล้วกันและแล้วแต่ว่าจะต้องการเน้นด้านไหนมากแค่ไหน เป็นต้น

องค์ประกอบคุณธรรมแต่ละข้อนั้นจะเป็นตัวคุณธรรมเสียเองก็ย่อมทำได้ โดยระดมกำลังองค์ประกอบคุณธรรมให้ครบ 4 ข้อให้ได้ ว่างั้นเถอะ มากน้อยไม่สำคัญ ขอให้มีเป็นใช้ได้  เช่นความกล้าหาญมุมานะทมะ ถ้าฉายเดี่ยวขาดสัจจะความมีสติรู้เท่าทันเหตุการณ์ ก็อาจจะกล้าอย่างไม่ถูกกาละเทศะไม่เป็นคุณธรรมดังประสงค์ หากขาดขันติไม่ยอมปฏิบัติพอดีๆในสายกลาง ก็จะยกโขยงกันขาดคุณธรรมไปเสีย และหากขาดจิตอาสาเติมแต่งลงไปก็เสียรูปคุณธรรม อาจกลายเป็นการเห็นแก่ตัวร้ายกาจกอบโกยหาผลประโยชน์ใส่ตนลูกเดียวอย่างมีเลศนัย เป็นต้น

ที่มีปัญหามากที่สุดก็คือข้อสุดท้าย dikaiôsunèการมีจิตอาสา หากเข้าใจว่าเป็นความยุติธรรมตามคำ justice ในภาษาอังกฤษละก็ยุ่งแน่ ๆ เพราะปรัชญาเรื่องความยุติธรรมมีเกณฑ์ตัดสินว่าอะไรคือความยุติธรรมเพื่อใช้กำชับสั่งสอนกันมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ หรือตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีสังคมตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นมา ความหมายและความเข้าใจจึงพัฒนามาเรื่อยตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบัน

  1. 1. ในยุคดึกดำบรรพ์หรือกระบวนทรรศน์ที่ 1 ไม่มีสังคม ตัวใครตัวมัน อยู่ได้วันต่อวันเพราะมั่นใจว่าถูกน้ำพระทัยเบื้องบน ความยุติธรรมคือการล้างแค้นให้เกรงกลัวเข็ดขยาดโดยเอาเลือดฝ่ายตรงข้ามมาบูชาเบื้องบนที่ตนเชื่อว่าถูกน้ำพระทัยอยู่
  2. 2. ในยุคโบราณหรือกระบวนทรรศน์ที่ 2 เริ่มอยู่ในสังคมขนาดย่อม ความอยู่รอดของสังคมที่ตนสังกัดเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด คำสั่งของหัวหน้าคือกฎหมายสูงสุด ความยุติธรรมคือการล้างแค้นเผ่าอื่นเมื่อหัวหน้าสั่งให้ลุย ส่วนในเผ่านั้นหากปล่อยให้ล้างแค้นกันเผ่าจะอ่อนแอจนถึงสิ้นเผ่าได้ หัวหน้าเผ่าทั้งหลายจึงห้ามการล้างแค้นกันเองภายในเผ่า หากมีปัญหาขัดแย้งกันภายในเผ่า ห้ามจัดการกันเอง แต่ให้นำเรื่องเสนอให้หัวหน้าเผ่าพิจารณาให้ความยุติธรรมตามกฎการตอบโต้แบบที่ยุติธรรมคือตาต่อตา ฟันต่อฟัน ใครไม่ยอมตามนี้จะถูกตัดสินประหารชีวิตเป็นแบบอย่าง
  3. 3. ในยุคกลางหรือ กระบวนทรรศน์ที่ 3 ศาสดาสำคัญของโลกล้วนแต่สอนให้ใช้ความยุติธรรมควบคู่กันกับความเมตตาสงสารรู้รักให้อภัยเพื่อมิให้ขัดแย้งกับความรู้สึกศรัทธาต่อเจตนาของศาสดา กฎหมายของนานาชาติจึงประกาศความยุติธรรมโดยเลิกการลงโทษแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่ใช้วิธีชดใช้ความผิดเพื่อให้เข็ดหลาบและกลับใจเป็นพลเมืองดีต่อไป นั่นคือให้เสียค่าปรับและชดใช้ค่าเสียหายเพื่อให้เข็ดหลาบ มิใช่เพื่อความสะใจ
  4. 4. ในยุคใหม่หรือกระบวนทรรศน์ที่ 4 เน้นการเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการให้ความยุติธรรม ทุกคนที่เป็นคนเป็นสมาชิกของมนุษยชาติอย่างเสมอภาคและทัดเทียมกัน มีสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติอันไม่มีใครมีสิทธิจะล่วงละเมิดได้แม้แต่น้อย บุคคลจะสูญเสียสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติก็เฉพาะเขาล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติของบุคคลอื่นโดยมีหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างถ่องแท้ไม่มีเงื่อนงำให้สงสัยได้เลยแม้แต่น้อยว่าถูกใส่ร้ายเท่านั้น ทุกคนเมื่อถูกกล่าวหาจึงมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนจนถึงที่สุด ไม่พึงมีผู้ใดเลยที่ถูกลงโทษโดยไม่มีหลักฐานให้เชื่อได้ถึง 100% ว่าได้ทำผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา

หลักการข้างต้นกลับทำร้ายตนเอง การพยายามรักษาสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาจนไม่คิดถึงความเสียหายของผู้ถูกทำร้ายโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน 100% เช่นนั้นกลับกลายเป็นการส่งเสริมให้กล้าและเสี่ยงการละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยพยายามกลบเกลื่อนทำลายหลักฐานโดยตั้งใจและจงใจ และใครจะรับผิดชอบค้ำประกันความเสียหายเหล่านี้ได้

5.กระบวนทรรศน์หลังนวยุค เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกฝ่ายโดยยอมรับว่าความพยายามของมนุษย์ไม่มีอะไรค้ำประกันความสำเร็จ 100% จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันหลายฝ่ายอย่างประสานกัน เป้าหมายคือทุกคนมีสิทธิอย่างเสมอหน้ากันในการทำดีมีสุข สังคมโดยส่วนรวมต้องความรับผิดชอบให้ทุกคนในสังคมได้มีสิทธิ์และใช้สิทธิดังกล่าว

ปรัชญาความชอบธรรมของเปาโลกับกระบวนทรรศน์

ผู้เปิดประเด็นนี้คือ 3 นักคิดของมหาวิทยาลัยแห่งปารีส(Sorbonne เดิม) นำโดยนักปรัชญาหลังนวยุค Alain  Badiou, นักคัมภีร์ไบเบิลโปรเตสแตนต์หลังนวยุค GüntherBornkamm,และนักเทววิทยาคาทอลิกหลังนวยุค Stanislas Breton  ทั้ง 3 ท่านมีมติร่วมกันว่า ในทางตะวันตก เปาโลเป็นผู้ริเริ่มจุดประกายความเสมอภาคสากล(universalism of Man)อย่างแท้จริง บาดีอูได้กล่าวไว้ในคำนำหนังสือของตนว่า ตนเองเป็นนักปรัชญาอเทวะเต็มตัว คือไม่เชื่อว่ามีวิญญาณออกจากร่างหรือมีเทวะระดับใดทั้งสิ้น ส่วนเบรอตงเป็นคาทอลิกและบอร์นกัมม์เป็นโปรเตสแตนต์ ทั้ง 3 คนศึกษาเปาโลพบความทันสมัยของเปาโลเป็น 3 เส้าที่หวังได้ว่าจะช่วยส่งเสริมกันให้ความคิดแข็งแกร่งครบถ้วนรอบด้าน เราจะลองติดตามดู

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s