scientific method and progress

war

scientific method and progress วิธีการวิทยาศาสตร์กับความก้าวหน้า

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ในเมื่อวิธีใหม่รับรองผลความรู้ใหม่น่าตื่นเต้นและช่วยให้เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างทันตาเห็น ก็เกิดคลื่นความอยากรู้ด้วยวิธีใหม่กันอย่างกว้างขวาง  ทำให้เรื่องดอนฮวนของโมซาร์ท (Mozart’s Don Juan) และเรื่องเฟาสท์ของเกอเต (Goethe’s Faust) ถูกรสนิยมเพราะแสดงความในใจของคนยุคใหม่อย่างดี ดอนฮวนเป็นคนเจ้าชู้แต่ความเจ้าชู้ของเขานั้นเป็นวิธีแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตของเขา ซึ่งเขาไม่แคร์ว่าจะผิดประเพณีที่เคยถือกันมา ส่วนเฟาสท์ก็เช่นกัน เขาต้องการมีอำนาจเพื่อแสวงหาความรู้และสร้างสรรค์ เพื่อบรรลุเป้าหมายเขาไม่แคร์ที่จะขายวิญญาณให้ซาตานและจะต้องไปนรกเพราะเขาถือว่าแม้ที่นั่นก็มีโอกาสศึกษาจากประสบการณ์ที่ชาวสวรรค์ไม่มีโอกาสจะศึกษา แต่เขากลับเสียใจที่การสร้างสรรค์ของเขาต้องเบียดเบียนความสุขของคนยากจนที่ไม่มีกำลังป้องกันตัวเอง อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าแม้เสียใจก็ต้องทำเพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติ ผู้แต่งคือเกอเท คงมิได้ส่งเสริมให้ทำเช่นนั้น  แต่คงต้องการชี้เหตุผลที่น่าเศร้าอย่างหนึ่งของวิธีใหม่ที่ทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้า

อุตสาหกรรมทำให้คนจนไร้ที่พึ่ง  ในระบบศักดินา  นายก็มักจะสนใจดูแลลูกน้องเพื่อช่วยเสริมบารมีให้กับตน  ลูกน้องก็ต้องพึ่งนายเพื่อเอาชีวิตรอดและมีความปลอดภัย  มีการพึ่งพาและโอบอุ้มจงรักภักดีต่อกันไม่มากก็น้อย  ในระบบอุตสาหกรรมอันเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นายจ้างไม่ง้อลูกจ้าง เพราะนายทุนต้องคำนึงถึงกำไรสุทธิสูงสุดเพื่อแข่งขันกับนายทุนอื่น ๆ  ลูกจ้างก็ต้องแข่งขันกันและกันในด้านผลผลิตและค่าจ้าง  จนถึงตั้งเป็นนโยบายการบริหารเพื่อผลกำไรสูงสุดว่า ถ้าลาลากรถถ่านหินตายไปตัวหนึ่ง ต้องเสียเงินซื้อตัวใหม่มาแทน แต่ถ้าเด็กลากรถถ่านหินตายลง ก็หาเด็กคนใหม่มาแทนได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มแต่ประการใด  บ่อยครั้งผู้ถูกเอาเปรียบรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิทธิและป้องกันสิทธิอันพึงมี

เกิดการแข่งขันระหว่างชาติและสงครามโลก  อุตสาหกรรมทำให้เกิดความต้องการแหล่งวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้าทางออกก็คือ ส่งทหารไปยึดดินแดนเป็นอาณานิคมการค้า ยิ่งยึดได้มากก็ยิ่งร่ำรวยมากและมีพลังต่อรองระดับนานาชาติเพื่อเป็นมหาอำนาจ  อย่างเช่น สเปน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ตามลำดับได้เคยทำมาแล้ว  ชาติเหล่านี้ต้องทำสงครามเพื่อแย่งอาณานิคมเป็นครั้งคราวและต้องส่งกองกำลังไปคุ้มครองผลประโยชน์ให้เพียงพออยู่เสมอ มิฉะนั้น ก็จะถูกแย่งชิงหลุดลอยไป เพราะไม่มีใครตัดสินกรณีพิพาท เยอรมันตั้งตัวได้ช้า ไม่มีที่เหลือให้ยึดเป็นอาณานิคม จึงต้องเตรียมทำสงคราม อิตาลีและญี่ปุ่นเร็วกว่าเยอมรมันเพียงนิดเดียว รู้สึกช้าไปเช่นกัน ต้องการอาณานิคมเพิ่ม จึงพร้อมใจร่วมเยอรมนีทำสงครามด้วย สงครามโลกเกิดขึ้นเป็นเวลา 31 ปี (ค.ศ.1914-1945) เพื่อตัดสินปัญหาการแบ่งสันอาณานิคมด้วยพลังรบ

เกิดลัทธิทางการเมืองแบบต่าง ๆ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน  ลัทธิประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศแข่งขันกันอย่างเสรี โดยหวังว่าด้วยกฎหมายที่มีเหตุผลตามเกณฑ์วิชาการ ที่จะทำหน้าที่ทั้งกระตุ้นการแข่งขันและควบคุมมิให้ก้าวก่ายกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนทั้งหมดเป็นทรัพยากรที่ให้พลังสูงสุดแก่ประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่น

ลัทธิคอมมิวนิสต์ เห็นว่าการกระตุ้นให้แข่งขันกัน ทำให้เสียพลังไปในการวางแผนเอาเปรียบกัน เกิดการแตกแยกได้ง่าย อย่างเช่น สงครามสหรัฐฯ แยกตัวออกจากอังกฤษ สงครามกลางเมืองสหรัฐฯ เป็นต้น สู้สร้างอุดมคติให้ชนชั้นกรรมาชีพตื่นตัวและยอมให้เผด็จการเพื่อล้มชนชั้นนายทุนไม่ได้ สร้างเอกภาพและรวมพลังได้ดีกว่า

ลัทธิเบ็ดเสร็จนิยม (totalitarianism) ในประเทศที่พัฒนาจนไม่มีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงกับนายจ้างแล้ว และมีการศึกษากันดีทั่วถึง ก็ย่อมตระหนักได้ง่ายถึงความเสียเปรียบในด้านการค้า  หากไม่มีอาณานิคม จึงพร้อมใจกันสนับสนุนผู้นำที่สัญญาจะพัฒนาชาติให้เหนือกว่าชาติอื่น เพื่อเป็นผู้นำโลก ลัทธินาซี ฟาสซิสต์ และชาตินิยมจึงเกิดขึ้นง่ายภายในประเทศเยอรมนี อิตาลีญี่ปุ่น และอาจจะเกิดลัทธิคล้ายคลึงกันนี้ขึ้น ณ ที่ใดก็ได้ที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s