Sartre’s Being and Nothingness

Sartre’s  Being  and  Nothingness  ซาตร์ว่าด้วยภาวะกับอภาวะ

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ : กีรติ  บุญเจือ

ความเป็นจริงมีเท่าที่ปรากฏแก่ผัสสะ  ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์  ปรากฏการณ์แสดงตัวเองเท่านั้น  ไม่แสดงอะไรอื่นนอกหนือไปจากตัวเอง  ไม่มีปรมัตถ์ตามความหมายของคานต์  ปรมัตถ์ก็คือปรากฏการณ์นั้นเอง  ฮุสเซิร์ลพบวิธีถูกต้อง  คือ  วิธีปรากฏการณ์  แต่ใช้ในทางไม่ถูกต้อง  จึงพบว่ามีอัตตาในอุตรภาวะ  (transcendental  ego)ไฮเด๊กเกอร์ใช้วิธีการของฮุสเซิร์ลได้ถูกต้องมากกว่าเจ้าของ  จึงพบความจริงหลายอย่าง  แต่ก็ยังบกพร่องที่มิได้บรรยายถึงร่างกายที่มีชีวิต  ความสัมพันธ์ระหว่างอัตตาต่างๆ  และความหมายของความตาย  ซาร์ตร์เชื่อว่าตนสามารถใช้วิธีปรากฏการณ์ของฮุสเซิร์ลได้ถูกต้องและสมบูรณ์มากกว่าไฮเด๊กเกอร์  จึงพบความจริงดังต่อไปนี้

ภาวะไม่มีอะไรแฝงอยู่เบื้องหลังของสิ่งที่ปรากฏ  แต่ทว่าไม่มีภาวะหน่วยใดเลยสักหน่วยเดียวที่สามารถแสดงลักษณะของภาวะได้ทุกอย่าง  ความสำนึกไม่มีวันจะสำนึกถึงภาวะได้ทุกแง่ทุกมุมเลย  ภาวะของภาวะไม่อยู่ในขอบข่ายของการแบ่งประเภท  ไม่อยู่ในขอบข่ายของการกำหนดคำและการบรรยายของสติปัญญาของมนุษย์  ภาวะมีความเป็นจริงและมีคุณสมบัติซึ่งอยู่พ้นความหมายของคำพูด  แม้ว่าภาวะจะมีภาวะเท่าที่ปรากฏ  แต่ทว่ามนุษย์ไม่สามารถรู้ได้ทั้งหมดภายใต้แง่เดียว  ปรากฏการณ์ทั้งหลายบอกให้รู้ว่า  ยังมีปรากฏการณ์ที่ติดตามมาอีก  ภาวะพื้นฐานดังกล่าวของภาวะนี้แหละแสดงให้เห็นว่า  ภาวะอาจจะแบ่งออกได้เป็นภาวะในตัวเอง  (ฝร.  En-soi = being-in-itself)  และภาวะสำหรับตัวเอง (ฝร. Pour-soi = being-for-itself)

ภาวะในตัวเอง  ได้แก่  สสารทั้งหลาย  (ทุกสิ่งในเอกภพนอกจากความสำนึกของมนุษย์)  มีความเต็มในตัวเอง  ไม่อยู่ในสมรรถนภาวะที่จะเป็นอย่างอื่น  และไม่อยู่ในกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง  ไม่มีความสัมพันธ์กับสิ่งใดทั้งสิ้น  มีความเป็นอยู่เฉพาะตัว  เป็นอยู่โดยบังเอิญ  ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องเป็นอยู่  หากไม่เป็นอยู่ก็ไม่มีอะไรกระทบกระเทือน  เป็นอยู่ในสภาพส่วนเกิน (ฝร. De torp = superfluous)  ไม่มีใครสร้างมา  ไม่มีใครกำหนด  จึงอยู่ในสภาวะเช่นนี้เรื่อยมา  และเรื่อยไป

ภาวะสำหรับตัวเอง  ได้แก่  ความสำนึกหรือพิชานของมนุษย์  มีความว่างเปล่าในตัวเป็นสุญตา  คือ  ยังไม่เป็นอะไรเลยที่แน่นอนตายตัว  มีสมรรนภาพที่จะเป็นอะไรก็ได้  แล้วแต่จะตัดสินใจเลือก  สภาวะแท้ของภาวะสำหรับตัวเองจึงได้แก่ เสรีภาพอันเป็นเสรีภาพที่ไม่มีขอบเขตจำกัดและจะสละเสียมิได้  ภาวะสำหรับตัวเองจึงเป็นอะไรในแต่ละขณะตามที่ตนเองตัดสินใจเลือกสำหรับตัวเอง

ภาวะในตัวเองนำหน้าภาวะสำหรับตัวเอง  ทั้งในด้านความเป็นอยู่และในด้านความเข้าใจ  นั่นคือ  สสารมีมาก่อน  ส่วนมนุษย์อุบัติมีขึ้นภายหลัง  และเราจะเข้าใจมนุษย์ไม่ได้เว้นแต่จะเข้าใจสสารเสียก่อน  ยิ่งกว่านั้น  ความสำนึกในตัวมนุษย์นั้นเกิดจากสสารนั่นเอง  เกิดโดยกระบวนการปฏิเสธความแน่นอนตายตัวของสสาร  ทำให้ความแน่นอนตายตัวของสสารกลายเป็นอภาวะไป  ผลของการปฏิเสธก็คืออภาวะ (ฝร.  Neantisation = nihilation) ของสสาร  ได้ความสำนึกขึ้นมาในที่ที่เคยเป็นสสารมาก่อน  ความสำนึกจึงถือได้ว่าเป็นอภาวะเมื่อเทียบกับสสาร และเป็นอภาวะที่แฝงอยู่ในเนื้อของสสารเหมือนหนอนที่คุดคู้อยู่ในเนยหรือในผลไม้  รอให้มีการปฏิเสธอันเป็นผลให้ความแน่นอนตายตัวของสสารหมดสิ้นไปเมื่อใด  ก็จะปรากฏความสำนึกขึ้นแทนที่เมื่อนั้น  ภาวะของความสำนึกจึงเป็นภาวะที่ขอยืมมาจากสสารโดยผ่านกระบวนการปฏิเสธ  จึงเป็นภาวะที่ไม่มั่นคง  จะกลับคืนสู่ภาวะดั้งเดิมเมื่อใดก็ได้  อะไรเล่าเป็นสาเหตุที่ผลักดันให้เกิดการปฏิเสธขึ้นในสสารจนกลายเป็นความสำนึกขึ้นมา  เรื่องนี้ซาร์ตร์ไม่สามารถอธิบายได้และแถลงว่าเป็นเรื่องลึกลับ  เรารู้เพียงแต่ว่าความสำนึกมีอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา  ก็ต้องเชื่อว่ามีกระบวนการปฏิเสธ  เพราะเรารู้อยู่ว่า  ความสำนึกมีภาวะตรงข้ามกับสสาร

เนื่องจากความสำนึก  คือ  อภาวะ  มนุษย์มีความสำนึกจึงสามารถทำให้อภาวะเกิดขึ้นได้ในโลก  อภาวะของความสำนึกนี่แหละที่ทำให้เกิดมีข้อความปฏิเสธขึ้นในความคิด  ถ้าไม่มีมนุษย์ข้อความปฏิเสธก็จะไม่มี  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่ในสภาพปฏิฐานทั้งสิ้น  ความสำนึกของมนุษย์นี่แหละที่คาดหมายแล้วไม่ได้อย่างใจ  จึงเกิดปฏิเสธขึ้นในระเบียบความคิด  เช่น  หวังจะพบปีแอร์ในความสำนึกของผู้คอย  ถ้าไม่มีใครคอยปีแอร์เลย ความสัมพันธ์นี้ก็ย่อมจะไม่เกิดขึ้น  ดังนั้น  การปฏิเสธในระเบียบความคิดจึงสืบเนื่องมาจากการที่มีการปฏิเสธในระเบียบความเป็นจริงขึ้นมาก่อน

อภาวะของความสำนึก  คือ  เสรีภาพอันสมบูรณ์  เพราะอภาวะหมายความว่า  ยังไม่เป็นอะไรแน่นอน  จึงอาจจะเป็นอะไรก็ได้ตามต้องการ  จึงกล่าวได้ว่าธาตุแท้ของมนุษย์  ได้แก่ เสรีภาพ  แต่ตามปกติมนุษย์จะใช้เสรีภาพโดยอัตโนมัติ  ไม่ตระหนักว่าตนทำการทุกอย่างโดยเสรี จนกว่าจะมีความกังวลใจ (ฝร.Angoisse = anxiety) ถึงขนาด  จึงตระหนักถึงธาตุแท้ของตน  อันได้แก่  เสรีภาพนี้ได้  จึงนับว่า  อภาวะ  ความกังวลใจ และเสรีภาพมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s