Sartre on knowing the being

sartre

Sartre on knowing the being ซาตร์กับการรู้ภาวะ

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ซาตร์วิเคราะห์การพบคำตอบเรื่องภาวะจากความรู้สึกเอียน (nausea) โดยเขียนผ่านนิยายให้ โรกองแต็ง (Roguentin) เป็นตัวแสดงบทบาท  โรกองแต็งมีความรู้สึกเอียนมาหลายวันแล้ว โดยไม่เข้าใจสาเหตุ หกโมงเย็นวันจันทร์  เขานั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวบนม้ายาวในสวนสาธารณะ  บัดดลนั้นเองคำตอบเรื่อง “ภาวะ” ก็เปิดเผยตัวเองในความสำนึกของเขา  เขามองเห็นทะลุปรุโปร่งว่าภาวะคืออะไร  และความรู้เรื่องภาวะนี้เองเป็นกุญแจไขปัญหาต่างๆ  ทำให้เข้าใจได้แจ่มแจ้งว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่

ซาตร์บรรยายเหตุการณ์อันระทุกใจนั้น  ดังต่อไปนี้

“รากต้นเกาลัดจมลงดินไปใต้ม้านั่งที่ข้าพเจ้านั่งอยู่  ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่ามันเป็นรากไม้  คำพูดอันตรธานไปจากสมองของข้าพเจ้าจนหมดสิ้น  เมื่อไม่มีคำพูด  ความหมายต่างๆ ก็หลุดลอยไปด้วยความหมายอันบ่งให้รู้ว่าสิ่งต่างๆ ใช้ทำอะไรได้  มันเป็นเพียงจุดแห่งความสัมพันธ์ซึ่งมนุษย์เราแต้มให้กับสิ่งต่างๆ ข้าพเจ้านั่งนิ่งอยู่กับที่  ก้มหน้าดูพื้น ณ ที่นั้น  มีข้าพเจ้าอยู่คนเดียว  เบื้องหน้าแท่งดำๆ ตะปุ่มตะป่ำ  สดๆ กำลังหลอกหลอนข้าพเจ้าอยู่  ขณะนั้นเองข้าพเจ้าก็มองเห็นทะลุปรุโปร่ง

ข้าพเจ้าหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง  ข้าพเจ้าเพิ่งได้ครุ่นคิดมาไม่กี่วันนี่เอง  ก่อนหน้านั้นข้าพเจ้าไม่เคยข้องใจความหมายของคำว่า “ความเป็นอยู่” แต่ประการใดเลย  แต่ก่อนข้าพเจ้ามีสภาพเหมือนคนอื่นๆ  เหมือนคนที่เดินเล่นอยู่ชายหาดนั้น  แต่งกายด้วยแฟชั่นฤดูใบไม้ผลิ  ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวเหมือนกับพวกเขาว่า “ทะเลสีเขียว ก้อนขาวๆ บนท้องฟ้าคือนกนางนวล”  แต่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกว่าทะเลมีอยู่หรือนกนางนวลเป็น “นกนางนวลที่มีอยู่” ความมีอยู่ย่อมซ่อนเร้นอยู่โดยปกติวิสัย  แต่มันอยู่ที่นั่นเองแหละ  รอบๆ ตัวเราก็มี ในตัวเราก็มี  มันคือตัวเราเองนั่นเองแหละ  ท่านไม่สามารถจะกล่าวแม้แต่สองคำโดยไม่พาดพิงถึงความมีอยู่  แต่ท่านไม่มีวันจะสัมผัสความมีอยู่ได้เลย

ขณะที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าตัวเองกำลังคิดถึงความมีอยู่นั่นเอง  ข้าพเจ้าไม่คิดอะไรเลย  สมองของข้าพเจ้าว่างเปล่า  หรือว่าถ้ามีอะไรสักอย่าง  ก็มีเพียงคำๆ เดียวในสมองของข้าพเจ้า คือคำว่า “ภาวะ” มิฉะนั้นแล้วข้าพเจ้าก็คิดถึง เอ้อ จะใช้คำอะไรดี ข้าพเจ้ากำลังคิดถึงประเภท  ข้าพเจ้ากำลังบอกตัวข้าพเจ้าว่าทะเลอยู่ในประเภทสิ่งสีเขียว  หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า  สีเขียวเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของทะเล  แม้ขณะที่ข้าพเจ้าจ้องมองดูสิ่งต่างๆ  ข้าพเจ้าไม่ได้ฝันแม้แต่น้อยว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่  สิ่งเหล่านี้จึงมีสภาพเหมือนฉากละครให้ข้าพเจ้าชม  ข้าพเจ้าหยิบขึ้นมาถือ  มันก็กลายเป็นเครื่องมือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคะเนได้ว่ามันมีความต้านทาน  แต่นั่นเป็นเรื่องของผิวนอก  ถ้าใครสักคนหนึ่งถามข้าพเจ้าว่า ความมีอยู่คืออะไร?  ข้าพเจ้าก็คงจะตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า “ไม่เป็นอะไรเลย”   เป็นเพียงแบบอันว่างเปล่าเพิ่มเข้ากับสิ่งต่างๆ จากภายนอก  โดยไม่ทำให้ธรรมาชาติของสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย  และแล้ว ณ บัดดล  นั่นไงละ  ชัดแจ้งราวกับกลางวัน  ความมีอยู่ได้เปิดเผยตัวเองให้เห็นอย่างกะทันหัน  สภาพที่ปรากฏให้เห็นว่าไม่มีพิษไม่มีภัยตามประเภทนามธรรมนั้นอันตรธานสูญหายไป  กลายเป็นแห้งหมักที่จะเป็นอะไรก็ได้  รากไม้รากนี้หลอมตัวลงเป็นความมีอยู่  หรือจะพูดให้ชัดเจนว่า รากไม้ ประตูสวน ม้านั่ง ผืนหญ้าเขียน เหล่านี้อันตรธานหายไป  ความแตกต่างกันลักษณะเฉพาะต่างๆ ล้วนแต่เป็นปรากฏการณ์  เป็นเปลือกหุ้มเท่านั้น  บัดนี้เปลือกหุ้มละลายหายไปหมดสิ้นแล้ว  เหลือแต่แท่งอ่อนๆ น่าขยะแขยง  ไร้ระเบียบแบบแผน  เปลือยล่อนจ้อนอย่างน่าหวาดเสียวและอุจาด

ความเอียนทำให้ซาตร์พบว่า “สิ่งต่างๆ ทั้งหลายเป็นอะไร  มีจุดหมายอะไร  และมีคุณค่าอะไรเหล่านี้  ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับมนุษย์ทั้งสิ้น”  การใช้ และคุณค่า  ให้แก่สิ่งต่างๆ ถ้าเราถอดเอาสิ่งเหล่านี้ออกจากสิ่งที่เราพิจารณา  เราจะได้ภาวะในสภาพแท้ของมัน  คือ เป็นสิ่งที่สักแต่ว่ามีอยู่ ไม่รู้ว่าอยู่ไปทำไม  ไม่มีประโยชน์อะไร  ไม่มีคุณค่า เป็นสิ่งเกิน (de trop) จะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ไม่กระทบกระเทือนอะไรเลย  เพชรกับก้อนถ่านมีสภาพเหมือนกันในสภาพภาวะ  มีอยู่ก็เหมือนไม่มี  สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเราเป็นทะเล  หรือลาตาย  หรือรากต้นเกาลัด  หรือเพชรเม็ดโต  ย่อมจะเป็นภาวะเหมือนกัน  ทุกอย่างอยู่ตามสภาพภาวะอย่างสงบ  ความวุ่นวายเกิดขึ้นจากการกำหนดของมนุษย์ทั้งสิ้น  รวมความว่าภาวะทั้งหลาย  รวมทั้งร่างกายของฉันด้วย  ในตัวของมันเองไร้สาระและไร้เหตุผล  ที่ว่าไร้เหตุผลมิได้หมายความว่าขัดต่อเหตุผล  แต่หมายความเพียงแต่ว่าตัวมันเองไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมีอยู่หรือไม่มีอยู่  ไม่ว่ามันจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่  สิ่งอื่นทุกสิ่งบก็มีอยู่ต่อไปได้ “มีอยู่ หมายความเพียงแต่ อยู่ที่นั่น”

ความรู้เรื่องภาวะนำไปสู่การปลงตก  เมื่อเข้าถึงสภาพอันแท้จริงของภาวะเช่นนี้แล้ว โรกองแต็งหรือซาตร์ก็จะปลงตก  เห็นว่าทุกสิ่งล้วนแต่อนิจจัง  ความจริง ภาวะในตัวของมันเองไม่เป็นทั้งนิจจังและอนิจจัง  แต่คุณค่าและข้อกำหนดต่างๆที่มนุษย์ให้แก่มันนั่นแหละเป็นสิ่งอนิจจัง  และยิ่งคิดได้ว่าคุณค่าและข้อกำหนดที่มนุษย์ให้แก่ภาวะนี่แหละ  ก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากมากมายในอัตถิภาวะของมนุษย์ในตัวเองและในผู้อื่น  ยิ่งทำให้ซาตร์ปลงอนิจจังและใจห่อเหี่ยวอย่างที่สุด  ดังที่ซาตร์ใส่ความรู้สึกของตัวเองให้แก่โรกองแต็งว่า

และตัวฉัน… เนื้อนิ่มๆ อ่อนๆ อุจาด ตะกราม คิดสกปรก ตัวฉันก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน.. เราเป็นกองสิ่งมีชีวิต  อารมณ์ร้าย หงุดหงิด เราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอยู่ที่นั่น  ทุกคนและแต่ละคนล้วนแต่สมองสับสน  ตื่นตระหนกอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ  สัมพันธ์กับคนอื่นอย่างขอไปที

สรุปได้ว่า  วิธีปรากฏการณ์ช่วยให้ซาตร์พบว่า ภาวะมีอยู่ 2 ชนิด คือ ภาวะในตัวเอง (being-in-itself) อันได้แก่ สิ่งไร้ความสำนึกทั้งหลาย  และภาวะสำหรับตัวเอง (being-for-itself) อันได้แก่ อัตถิภาวะทั้งหลาย  ซึ่งมีความสำนึกและสามารถกำหนดคุณค่าให้แก่ทุกสิ่งเพื่อประโยชน์ของตัวเองเมื่อพูดถึงภาวะ ให้เข้าใจว่าหมายถึงภาวะในตัวเอง  และเมื่อพูดถึงอัตถิภาวะ  ให้เข้าใจว่าหมายถึงภาวะสำหรับตัวเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s