renaissance philosophy

renaissance philosophy ปรัชญาสมัยฟื้นฟู

ผู้แต่ง : กันต์สินี  สมิตพันธ์

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

สมัยฟื้นฟูเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างยุคกลางกับยุคใหม่  เราต้องเข้าใจว่าจิตใจของมนุษย์ส่วนรวมไม่เปลี่ยนแปลงปุบปับ แต่มักจะยึดมั่นอยู่ในมติเดิมจนกว่าจะมีเหตุจูงใจใหม่ ๆ ขึ้นมา เปลี่ยนของเดิมไปทีละน้อย ๆ  นี่เป็นกฎวิวัฒนาการ  จิตใจของมนุษย์จะอยู่กับที่ไม่เปลี่ยนไม่ได้ พอชินกับของเดิมแล้วก็จะเบื่อ พบเห็นอะไรใหม่ขึ้นมาก็จะสนใจ  แต่ก็ไม่ยอมทิ้งของเดิมง่าย ๆ

เหตุการณ์ที่มาเปลี่ยนความสนใจของมนุษย์ตะวันตกในช่วงนี้ ก็คือ ตั้งแต่นครคันสแทนทิโนเพิลแตกในปี ค.ศ.1453 จนถึง ค.ศ.1600  มีเหตุการณ์และการค้นพบใหม่ ๆ มากมายที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์เช่น

  • การค้นพบโลกใหม่และดินแดนใหม่ ทำให้มีประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมายเกี่ยวกับโลกและมนุษย์
  • การค้นพบต้นฉบับภาษากรีกและละติน ทำให้เข้าใจถึงจิตตารมณ์แท้จริงของนักปราชญ์โบราณ
  • การค้นพบวิชาดาราศาสตร์ ทำให้เกิดความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับสภาพของมนุษย์บนผิวโลก

การค้นพบใหม่ ๆ นี่เอง ทำให้มนุษย์สำนึกโดยอัตโนมัติถึงความสามารถของตน ฮึกเหิมในพลังความสามารถของตน  ที่เอาชนะธรรมชาติได้ เป็นเหตุให้สนใจค้นคว้าสืบสาวในปัญญาความคิดของตนเอง โดยหวังว่าถ้ารู้เคล็ดลับในปัญญาความคิดของตนแล้วก็อาจจะเป็นแนวทางให้ค้นคว้าหาความจริงของโลกภายนอก นำมาบำรุงความสุขและเสริมสร้างพลังของมนุษย์เหนือธรรมชาติได้  นับว่าเป็นความรู้สึกมองโลกในแง่ดี  เราเรียกทัศนคติแบบนี้ของสมัยนี้ว่า มนุษยนิยม (humanism)  และทัศนคตินี้ได้เคยมีมาแล้วในสมัยรุ่งโรจน์แห่งวัฒนธรรมกรีก  เราจึงเรียกสมัยที่กำลังศึกษาอยู่นี้ว่าสมัยฟื้นฟู เพราะเป็นการฟื้นฟูทัศนคติของกรีกโบราณขึ้นมาคิดใหม่ทำใหม่

เราทราบจากวิชาประวัติศาสตร์ว่าจิตตารมณ์ฟื้นฟูก่อตัวขึ้นในอิตาลี  แล้วจึงขยายวงออกไปทั่วยุโรป  วรรณคดีที่เป็นสัญลักษณ์แห่งยุคคือบทบาทของพระเจ้า (The Divine Comedy) ของดันเต (Dante) ความกระตือรือร้นต่อความเป็นมนุษย์แสดงออกในรูปศิลปะและวรรณกรรมต่าง ๆ เช่น บทประพันธ์ของอริออสโต (Ariosto) , ตาสโส (Tasso)  บทความของคาสติลิโอเน (Castiglione)  เช่น  The Courtier ของมาเคียเวลลิ (Maehiavelli)  เช่น  The Prince    สถาปัตยกรรมของบระมานเต (Bramante), บรูเนลเลสคี (Brunelleschi)   จิตรกรรมของราฟฟะเอลโล (Raphaello),  บอตติเชลลี (Botticelli), ฟราอันเยลิโค (Fra Angelico)   นอกนั้นยังมีผลงานของคนเก่งหลายด้าน เช่น เชลลีนิ(Cellini) ผู้เป็นนักเขียนอัตชีวประวัติ  ช่างแกะสลัก และช่างฝีมือ Michelangelo ผู้เป็นนักประพันธ์  ช่างวาด  ช่างแกะสลัก  ช่างก่อสร้าง  เลโอนาร์โดดาวินชี (Leonardo da Vinci) ผู้เป็นนักปราชญ์รอบรู้รอบตัว

ระดับศีลธรรมของสังคมตกต่ำ เพราะจิตตารมณ์ฟื้นฟูมิได้ฟื้นฟูความสมดุลย์ในตัวเอง และความสมดุลย์ในสังคมของชาวกรีกสมัยรุ่งโรจน์ควบคู่ขึ้นมาด้วย  ความกระตือรือร้นที่จะสร้างพลังในตัวเอง ทำให้คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ขาดความยุติธรรมและความเห็นใจกัน  อะไรที่จะทำให้ตัวเด่นในสังคมแล้วจะใช้วิธีใดให้บรรลุได้เป็นเอาทั้งนั้น  ไม่มีการคำนึงถึงความควรไม่ควรหรือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  หนังสือประมุขรัฐ (The Prince) ของมาเคียเวลลิ เป็นตัวอย่างอันดี  พวกเขารักเกียรติแต่ไม่ใช่เกียรติในการทำดี  เกียรติในความรู้สึกของพวกเขาก็คือทำอะไรทำจริง ลั่นวาจาแล้วต้องทำจริง ทำกันอย่างเปิดเผยซึ่งหน้า โกงกันซึ่งหน้า เอาเปรียบกันซึ่งหน้า  นี่แหละเกียรติของคนสมัยนั้น  เพราะถือกันว่าใครได้โอกาสใครก็เอาทั้งนั้น ทีใครทีมัน  ใครไม่ถึงโอกาสได้ก็ให้ถือเกียรติไปก่อน  มาเคียเวลลิเองสารภาพตรง ๆ โดยไม่ละอายแก่ใจว่า “พวกเราชาวอิตาเลียนไร้ศีลธรรมและฉ้อโกงยิ่งกว่าชาติอื่น ๆ “ ระยะนี้เองเกิดมีนักปฏิรูปทางศาสนาขึ้นหลายราย บางรายก็ใช้การปฏิรูปนี้เองเอาชนะใจประชาชนโดยหวังยึดอำนาจทางการเมือง  เช่น  ซาโวนาโรลา (Savonarola)รวมความว่าการฟื้นฟูปรัชญาและวัฒนธรรมกรีกขึ้นมาใช้ในสมัยฟื้นฟู   มิได้บรรลุเป้าหมายอย่างที่ผู้ริเริ่มทั้งหลายตั้งเป้าไว้  แต่กลับสร้างความสับสนวุ่นวายและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันมาก  แม้จะได้ผลไม่น่าพอใจ แต่ก็ต้องถือว่าการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเกิดขึ้นตามครรลองของประวัติศาสตร์  การเปลี่ยนแปลงแม้จะเป็นการฟื้นฟูของเดิมขึ้นมาใช้ใหม่ก็ตาม ในตัวมันเองย่อมไม่ดีไม่เลว  จะใช้ในทางดีก็จะเกิดผลดี ใช้ในทางเลวก็จะเกิดผลร้าย ผลดีผลเสียจึงขึ้นอยู่กับความพร้อมของบุคคลในแต่ละยุคแต่ละสมัย คนดีนั้นมีอยู่ในทุกยุคทุสมัย หากแต่ในสมัยฟื้นฟูคนดีส่วนมากทำดีอย่างเอกเทศ มิได้รวมตัวกันและมิได้รู้สึกรับผิดชอบต่อกันและกันในฐานะสมาชิกของหมู่คณะ  ปล่อยให้คนเลวเข้ากุมอำนาจได้ถึงจุดที่ควรเป็นตำแหน่งของคนดีที่สุด   จึงไม่แปลกอะไรที่การฟื้นฟูถูกใช้ไปในทางทำลายมากกว่าในทางสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่มนุษยชาติได้รับระหว่างสมัยฟื้นฟูได้ปลุกจิตสำนึกขึ้นในหลายแง่หลายมุม ได้เห็นปัญหาต่าง ๆ ของมนุษยชาติชัดเจนขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เกิดความมุมานะพยายามแก้ปัญหากันอย่างสุขุมรอบคอบมากขึ้น  ดังเราจะได้พิจารณากันต่อไป.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s