philosophy, process of

philosophy, process of  กระบวนการปรัชญา

ผู้แต่ง : ศุภชัย  ศรีศิริรุ่ง

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

การเสวนากันย่อมเน้นและพัฒนาทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทาให้เด่นชัดและลึกซึ้ง เพราะจะชี้ชัดว่าทางสายกลางแบบแบ่งครึ่งหารสองเรื่อยไปนั้นไม่พอ แต่จะต้องพิจารณาแยกส่วนดีและส่วนเสียออกจากกัน ส่วนเหมือนและส่วนต่างออกจากกัน ส่วนเป็นคุณและเป็นโทษออกจากกัน จนสามารถจับจุดสนใจร่วม ส่วนดีร่วม และส่วนที่เป็นคุณร่วม เพื่อเป็นตัวจูงใจให้ร่วมมือกันได้โดยไม่ต้องคิดเห็นอย่างเดียวกัน เกิดสภาวการณ์ที่เรียกว่า เอกภาพในความหลากหลาย (unity in  diversity)

การเสวนากัน จึงได้แก่การพิจารณาหาจุดที่เข้าใจร่วมกันได้ในสองหรือหลายฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน เมื่อพบจุดที่เข้าใจร่วมกันได้แล้วก็จะใช้เป็นพื้นฐานอธิบายจุดอื่นๆต่อไป เมื่อมีจุดยืนร่วมกันได้แล้ว จุดอื่นๆก็ไม่จำเป็นจะต้องเห็นพ้องกัน และไม่น่าจะต้องขัดแย้งกัน และไม่พึงยกขึ้นมาเน้นบ่อยๆเป็นลางให้ระแวงกัน ปล่อยให้เป็นเสรีภาพของแต่ละฝ่ายที่จะอธิบายไปตามที่ตนเองเห็นชอบ ฝ่ายอื่นแสดงความเคารพในสิทธิของกันและกันอย่างจริงใจ  โดยไม่ต้องทวงเอาบุญคุณด้วย ขอให้ร่วมมือกันได้โดยมีจุดยืนร่วมกันเท่านั้นก็เป็นอันเพียงพอ ต่างฝ่ายต่างต้องการได้รับความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างกันนั้น ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าตามบริบทของแต่ละฝ่าย การที่เรามีบริบทต่างกันนั้นเป็นเรื่องปกติ เราไม่ว่ากันอยู่แล้วในยุคโลกาภิวัตน์ นักปรัชญาโลกาภิวัตน์พึงปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างไม่เพียงแต่ไม่ว่ากัน แต่พึงสนใจจุดต่างที่ให้คุณแก่กันและกันด้วย เหมือนลูกเขาถือว่าเป็นลูกเราด้วย แต่เมียเขาให้เคารพสิทธิของเขา พึงยกย่องให้เกียรติและหวังดีเท่านั้น จึงพึงใช้วิจารณญาณแยกให้ชัดเจนและแน่นอนว่า ส่วนไหนเป็นลูกเขาและส่วนไหนเป็นเมียเขา อย่าซุ่มซ่ามและรุ่มร่ามเป็นอันขาด

ประโยชน์ที่ได้รับแน่ๆจากการรับพิจารณาทุกคำตอบก็คือ ผู้ปฏิบัติเช่นนี้จะไม่ต้องทนรับส่วนเสียของแต่ละคำตอบโดยไม่จำเป็น การที่เราล่มหัวจมท้ายกับคำตอบใดเพียงคำตอบเดียว เราย่อมจะต้องได้รับทั้งส่วนดีและส่วนเสียจากคำตอบเดียวกันนั้นโดยไม่มีทางเลือก หากเราดีดตัวเราเองให้อยู่เหนือทุกคำตอบ สายตาของเราก็จะกว้างและมองได้ไกล เราจะอยู่ในฐานะที่จะสามารถเข้าใจความตื้นลึกหนาบางของทุกคำตอบด้วยใจอิสระ เป็นกลาง ได้ทั้งประโยชน์และความภูมิใจว่าไม่เป็นคนขัดข้อง ไม่เป็นคนมองแคบ ไม่เป็นคนสายตาสั้น แต่เป็นคนรู้จักยืดหยุ่น มองกว้าง มองไกล มองรอบด้าน ปรัชญาโลกาภิวัตน์อย่างนี้ย่อมฝึกฝนให้เป็นผู้พร้อมที่จะอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ทำอะไร มีตำแหน่งอะไร ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคหรือผู้ให้บริการหรือนักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นครูหรือเป็นศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นนักบวช นักพรต หรือฆราวาส

สังคมโลกาภิวัตน์ต้องการปรัชญาอย่างนี้เพื่อความอยู่รอด และความอยู่ดีมีสุขในที่สุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s