philosophy, political

philosophy, political ปรัชญาการเมือง

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

ปรัชญาการเมือง (political philosophy) เป็นปรัชญาประยุกต์สาขาหนึ่งที่นำเอาปรัชญาบริสุทธิ์มาตีความผลสรุปของวิชารัฐศาสตร์ นับว่าเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาสังคม

ปรัชญาสังคม (social philosophy) คือ ปรัชญาประยุกต์ที่นำเอาปรัชญาบริสุทธิ์มาตีความผลสรุปของวิชาสังคมศาสตร์ (social science) ปรัชญาสังคมแบ่งออกเป็นสาขาดังต่อไปนี้

1) ปรัชญาครอบครัว (ดู philosophy of family)

2) ปรัชญาการเมือง

3) ปรัชญานานาชาติสัมพันธ์ (ดู philosophy of international relation)

4) ปรัชญาเศรษฐกิจ (ดู philosophy of economy)

5) ปรัชญากฎหมาย (ดู philosophy of law)

เนื้อหาของปรัชญาการเมือง ปัญหาแกนของปรัชญาการเมืองได้แก่ปัญหาที่ว่า รัฐในอุดมคติ (ideal state) ควรเป็นอย่างไร คำตอบที่เป็นไปได้มีอยู่มากมาย เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาที่มีผู้ขบคิดและเสนอคำตอบจำนวนมาก ทุกคำตอบมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ส่วนหนึ่ง คือ ทุกคนคิดว่า รัฐคือกลุ่มชน นับว่านักปรัชญาเห็นพ้องกันในส่วนที่เป็นประเภทกว้างของนิยามรัฐในอุดมคติ ครั้นแถลงถึงประเภทเจาะจงว่ากลุ่มคนชนิดไหน มีโครงสร้างอย่างไร ปรากฏว่ามีคำตอบต่าง ๆ กันมากมาย ในที่นี้จะประมวลเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้ คือ

1) รัฐในอุดมคติคือนครศักดิ์สิทธิ์ (ดู holy city as ideal state)

2) รัฐในอุดมคติคือประชาคมแห่งความรอด (ดู community of salvation as ideal state)

3) รัฐในอุดมคติคือประชาคมจักรกล (ดู mechanistic community as ideal state)

4) รัฐในอุดมคติคือองคาพยพ (ดู organistic community as ideal state)

5) รัฐในอุดมคติคือเจตจำนง (ดู the will as ideal state)

6) รัฐในอุดมคติคือจิตอสัมพัทธ์ (ดู Absolute Spirit as ideal state)

7) รัฐในอุดมคติคือสังคมอารยะ (ดู civil society as ideal state)

ให้สังเกตว่ารัฐในอุดมคติ (ideal state) มีความหมายต่างจากอุตมรัฐ (utopia) ซึ่งหมายถึงรัฐในจินตนาการที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้ ส่วนรัฐในอุดมคตินั้นมีความพยายามให้เป็นจริง รัฐในอุดมคติต้องอยู่ในข่ายที่เป็นไปได้ ผิดกับอุตมรัฐ (utopia) ซึ่งผู้เสนอตั้งใจเสนอให้แปลกพิศดารชวนติดตามอย่างสนุกสนานในจินตนาการเป็นสำคัญ ไม่สนใจว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ อาจจะแทรกคำเหน็บแนมหรือคำวิจารณ์สังคมในสมัยของตนด้วยหรือไม่ก็ได้

รัฐในอุดมคติมีหลายแบบตามความนึกคิดของนักปรัชญา ที่มีผู้ทดลองใช้มาบ้างแล้วก็มี ที่ยังไม่มีผู้ใดกล้าหรือสามารถทดลองก็มี เท่าที่ทดลองไปแล้วก็พบว่ามีแง่ดีและแง่เสียปนกันอยู่ในทุกระบอบ จึงเชื่อได้ว่าตราบใดที่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ เราก็คงจะยังต้องปกครองกันไป และแก้ไขข้อบกพร่องกันเรื่อยไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด การเลือกระบอบปกครองนั้น มีความสำคัญน้อยกว่าการเลือกตัวบุคคลให้มีอำนาจปกครอง โดยใช้ระบอบที่เรามีอยู่แล้วอันเป็นผลของวัฒนธรรมของเราโดยเฉพาะ เรามาช่วยกันขบคิดหาวิธีเลือกตัวผู้บริหารประเทศที่มีความสามารถและมีความเสียสละ ตั้งใจบริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง เราจะมั่นใจได้ว่าชาติไทยและวัฒนธรรมไทยจะยั่งยืนชั่วฟ้าดินสลาย เพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ (ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นรัฐในอุดมคติแบบหนึ่ง) เราจะต้องเริ่มโดยหาวิธีอบรมอนุชนและประชาชนทั่วไปของเราให้รู้จักการประนีประนอมที่ถูกต้อง และเห็นคุณค่าของการเสียสละ โดยปรับปรุงศาสนาให้อยู่ในสภาพที่จะเป็นหลักยึดเหนี่ยวของคนทุกระดับได้อย่างแท้จริง ปณิธานดังกล่าวมานี้คงจะส่งเสริมสังคมอารยะโดยอัตโนมัติ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s