philosophy, origin of

sophist

philosophy, origin of  กำเนิดของปรัชญา

ผู้แต่ง : รวิช  ตาแก้ว

ผู้ปรับแก้ :  กีรติ  บุญเจือ

เนื่องจากปรัชญาคือ philosophy ซึ่งแปลว่า ความอยากรู้อยากเรียนอยากฉลาด  เรียกสั้นๆ ได้ว่าความสนใจรู้  ความสนใจรู้ย่อมเริ่มจากการมีคำถาม  และโดยสัญชาตญาณแห่งมนุษย์  เมื่อมีคำถามขึ้นในใจก็อยากหาคำตอบ  มนุษย์คนแรกมีคำถามแรกเมื่อใดก็เมื่อนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของปรัชญา  ปรัชญามีมาตั้งแต่ขณะนั้น  ปรัชญาอุบัติขึ้น ณ ขณะนั้นพอดี มนุษย์คนนั้นเป็นมนุษย์คนแรกก็เพราะมีคำถามแรกเกิดขึ้นในใจของเขา  ใจของเขานั้นคือปัญญาแรกของมนุษยชาติ  เขาผู้นั้นกลายเป็นมนุษย์คนแรก  และเป็นผู้คิดปรัชญาแรกของมนุษยชาติ  พูดง่าย ๆ ได้ว่าปรัชญาเริ่มมีมาพร้อมกับเริ่มมีมนุษย์คนแรก  เพราะจะมีคำถามแรกโดยยังไม่มีมนุษย์เลยไม่ได้  และจะมีมนุษย์คนแรกโดยยังไม่มีคำถามใด ๆ เลยบนโลกย่อมไม่ได้เช่นกัน  ดังนั้นคำถามแรกย่อมเกิดขึ้นกับมนุษย์คนแรก และ ณ จุดนั้นสัตว์ตัวนั้นกลายเป็นนักปรัชญาคนแรก ณ บัดนั้น

คำถาม (question) ที่เป็นจุดก่อตัวของปรัชญานั้น  ย่อมไม่เป็นเพียงปัญหา (problem) จะเห็นเพียงปัญหาแรกเท่านั้นไม่พอให้นับเป็นปรัชญา  เพราะสัตว์เดรัจฉานก็มีปัญหาได้  ปัญหาจากสัญชาตญาณ (problem from instinct) ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอโดยไม่ต้องอาศัยปัญญา  เฉพาะปัญหาที่เกิดจากการตรึกตรอง (problem from reflection) เท่านั้นจึงจะเป็นคำถามและเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญาเพราะมันสร้างความสนใจให้แสวงหาคำตอบซึ่งไม่จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของสัญชาตญาณ

ปัญหามี 2 ระดับ คือ

  1. ระดับสัญชาตญาณ ตอบสนองด้วยสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด
  2. ระดับปัญญา เกิดจากการตรึกตรองจนเห็นคำถาม  ตอบสนองด้วยคำตอบที่มาจากปัญญาเช่นกัน  อาจจะมีสัญชาตญาณทำการควบคู่มาด้วยก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าหากถูกครอบงำโดยสัญชาตญาณละก็จะอยู่แค่ระดับสัญชาตญาณ  เพราะปัญญายอมแพ้สละสิทธิ์ให้สัญชาตญาณ  จะยังไม่เรียกว่าคำถาม

สรุปได้ว่า  ปรัชญามีมาพร้อมกับมนุษย์  เมื่อไรก็เมื่อนั้น  ที่ไหนก็ที่นั้น  มนุษย์คนแรกคือนักปรัชญาคนแรกของมนุษชาติด้วย

                กำเนิดของปรัชญาปรัชญาเริ่มต้นฟักตัวมาตั้งแต่เมื่อไรเป็นเรื่องเหลือเดา  แต่เราได้เห็นมาแล้วว่า  แต่แรกเริ่มเดิมทีวิชาการทุกอย่างเป็นปรัชญาทั้งนั้น  ค่อย ๆ มาแยกตัวออกไปภายหลังปรัชญาจึงเป็นแม่บังเกิดเกล้าของวิชาการทุกอย่างก็ว่าได้  นั่นคือปรัชญาเกิดก่อนวิชาอื่นทั้งหมด  เราไม่รู้วันเดือนปีเกิด  แต่ก็อาจจะพูดได้ไม่เกินความจริงว่าปรัชญาเกิดพร้อมกับความคิดแรกของมนุษย์ ถ้าเราเชื่อทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์ดาร์วินว่ามมนุษย์วิวัฒน์มาจากลิง ก็คุณจ๋อตนแรกที่เริ่มสำนึกขึ้นในใจว่า  “เอ๊ะ นี่มันอะไร” ณ บัดนั้นปรัชญาอุบัติขึ้นแล้วพร้อมกับความเป็นมนุษย์ในตัวของคุณจ๋อตนนั้น ข้าพเจ้าใช้คำว่า“คุณจ๋อ”ไม่ใช่“นายจ๋อ” เพราะไม่แน่ใจว่านักปรัชญาแรกของโลกผู้นี้จะเป็นเพศใดแน่  ถ้าท่านได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “พิชิตจักรวาล 2001” ท่านจะสังเกตเห็นบรรพบุรุษสมมุติของเราตนหนึ่งเล่นกระดูกสัตว์ใหญ่อยู่  บังเอิญจับได้กระดูกท่อนหนึ่งตีลงบนกระดูกซี่โครงซากสัตว์ตัวนั้นซี่โครงก็หักลง  บัดดลดนตรีบันเลงกระหึ่มขึ้นประหนึ่งว่าเป็นมหาฤกษ์  เพราะบัดดลนั้นเองคุณจ๋อคิดตกว่าเครื่องมือกระดูกสัตว์  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแรง  มันกลายเป็นมนุษย์และเป็นนักปรัชญาแรกของโลกตั้งแต่บัดนั้น  เราพูดตามภาษาวิชาการว่า  มนุษย์เริ่มคิดปรัชญาตั้งแต่เริ่มทำ reflection (การคิดทบทวน)  ท่านผู้อ่านทุกท่านได้ผ่านขั้นนี้มาแล้ว  เวลานี้ท่านเป็นนักปรัชญาแล้ว ทุกคน เป็นมากหรือน้อยเท่านั้น  ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเป็นมาก ๆ และเป็นจริง ๆ ด้วยเทคนิคทันสมัย

เป็นอันว่าปรัชญามีกำเนิดมาตั้งแต่มนุษย์ยังไม่รู้จักใช้ภาษา  ตำหรับปรัชญาที่ไม่มีการขีดเขียนลงเป็นหนังสือจึงศูนย์หายไปเสียเป็นก่ายเป็นกองอย่างน่าเสียดายยิ่ง  แทบจะหมดหวังที่จะสืบได้ว่ามนุษย์เราเริ่มต้นคิดอย่างไรมาแต่ต้น  และวิวัฒน์มาอย่างไรจนคิดค้นภาษาขึ้นมาใช้นับวันแต่จะกว้างขวางซับซ้อนขึ้นทุกที  จนกว่าจะมีคนคิดตัวหนังสือและวางระเบียบไวยากรณ์ขึ้น  จึงได้เริ่มบันทึกหลังจากมีความคิดปรัชญาสะสมไว้นาน  สูญหายไปในประวัติศาสตร์ก็มาก  เราไม่สามารถสืบสาวดูให้รู้แน่นอนว่าความเชื่อถือต่าง ๆ และนิยายปรัมปราต่าง ๆ ก่อตัวและวิวัฒน์มาอย่างไรในระยะก่อนวรรณกรรม  เป็นเรื่องที่ต้องเปลืองแรงค้นคว้าและในที่สุดก็ต้องสันนิษฐานเอาเสียเป็นส่วนมาก  แต่สันนิษฐานด้วยยุทธวิธีตามหลักวิชาการย่อมได้เปรียบกว่าเดาสุ่ม  ความคิดแบบปรัชญาจึงช่วยได้มาก  อย่างน้อยช่วยปั้นปัญญาให้มีวิจารณญาณ (critical thinking)

ปรัชญาก้าวหน้าขึ้นอย่างมหาศาล  เมื่อมีมนุษย์เจ้าความคิดยอดเยี่ยมในสมัยนั้นคนหนึ่งเกิดฉงนขึ้นมาว่า  อำนาจในธรรมชาตินี้มาจากไหน  เพราะมีประสบการณ์กันมานานนักหนาแล้วว่ามนุษย์เราหนีภัยธรรมชาติกันด้วยความหวาดกลัว  เหมือนกระต่ายตื่นตูม  เพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุและไม่มีใครคิด  เพราะต่างคนสักแต่หนีเอาตัวรอดไปได้เป็นครั้ง ๆ ไม่ผิดกับกระต่ายตื่นตูม แต่มนุษย์คนที่ว่านี้สมควรได้รับการยกย่องเป็นนักปรัชญายิ่งใหญ่แห่งยุค  เพราะเมื่ออยากรู้ว่าอำนาจในธรรมชาติมาจากไหน  ก็หมายความว่าเขาเกิดมีความเข้าใจเรื่องเหตุผลขึ้นมาแล้ว  ในเมื่อมีผลต้องมีเหตุ  ถ้าหากเรารู้สาเหตุ  เราก็สามารถแก้ที่สาเหตุ  ผลมันก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเองโดยจำเป็น เป็นอันว่าถ้าเราล่วงรู้ได้ว่าภัยธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟไหม้ สัตว์ร้าย ฯลฯ  มีอะไรเป็นสาเหตุ  เราก็หาทางแก้ที่สาเหตุเสีย ภัยก็จะหมดไปได้ ถ้าแก้ไม่ไหวก็อาจจะหาทางเลี่ยงให้ผ่อนหนักเป็นเบาไป  ท่านไม่คิดหรือว่าคนที่คิดได้แค่นี้  (แม้จะไม่ได้พูดออกมาเป็นวิชาการในยุคที่คนยังไม่รู้ว่า “เรียน” คืออะไร “เหตุผล” คืออะไร มิต้องนับว่าเป็นนักปรัชญายอดเยี่ยมแห่งยุคหรือ ?

นักคิดเช่นว่านี้อาจจะเริ่มขึ้นคนเดียว  แล้วมีคนเข้าใจและเห็นด้วยต่อ ๆ มา หรืออาจจะปรึกษากันหลายคน เราไม่ทราบ แต่เราทราบว่า ในยุคที่ยังไม่รู้จักวิธีทดลองวิทยาศาสตร์ ไม่รู้ว่าเครื่องมือทดสอบเป็นอย่างไร  ได้แต่คิดเอาด้วยสมองว่ามีผลต้องมีเหตุ  ถ้าแก้เหตุได้ผลก็จะเปลี่ยนไปก็เลยสรุปเอาด้วยปัญญาอันสุขุมตามอัตภาพว่า  ต้องมีเหตุที่อยู่เหนือธรรมชาติ  เรามองไม่เห็น  แต่ต้องมีฤทธิ์มากจนควบคุมพลังธรรมชาติทั้งหลายไว้ได้ตามใจ  ผู้นั้นคือ พระผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ควบคุมความเป็นไปทั้งหลายในโลก เป็นจ้าวโลก ถ้าเช่นนั้นเราลองบวงสรวงดูให้ท่านพอใจ  ท่านจะได้เข้าข้างเรา  คนอื่นเห็นดีด้วย  จึงเกิดพิธีกรรมและหลักปฏิบัติทางศาสนาขึ้น  ต้องนับว่าศาสนาดั้งเดิมของมนุษย์เป็นนิมิตอันดีแสดงให้เห็นความก้าวหน้ามหาศาลทางปัญญา  คือการได้ประลองการใช้เหตุผลอันเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งปัญญามนุษย์  แต่ก็อย่างว่า การค้นพบทุกอย่างถ้าหากไม่มีการปรับปรุงจนตกยุคไปแล้ว  ก็กลายเป็นสิ่งกีดขวางความเจริญได้  ปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมครั้งหนึ่งเคยเป็นพระเอกในสนามรบ  ถ้าใครอุตริลากออกไปยิงถล่มภูขี้เถ้า  ผู้ก่อการร้ายอาจหัวเราะจนสำลักตายก็ได้

วงการศาสนาที่เจริญขึ้นจนจัดเป็นสถาบันสังคมนี่เองที่ให้กำเนิดแก่วิจิตรศิลป์ ดนตรี คณิตศาสตร์  และที่สำคัญที่สุดในแง่ปรัชญาก็คือ เก็บหนังสือไว้  เพราะต่อมาเราจะมีหนังสือบันทึกความคิดของมนุษย์เอาไว้เป็นหลักฐาน  สามารถรวบรวมเป็นวิชาการขึ้นมาได้  ความคิดที่บันทึกไว้ในระยะแรก ๆ นี้จึงเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาเป็นธรรมดา จีน อินเดีย อียิปต์ ต่างก็มีบันทึกมาแต่ดึกดำบรรพ์ไม่ต่ำกว่ายี่สิบศตวรรษก่อน ค.ศ. อาจจะมีก่อนนั้นแล้วสูญหายไปหมด  เราไม่ทราบชาวกรีกเพิ่งจะเริ่มมีหนังสือเป็นหลักฐานก็ในสมัยโฮเมอร์ (Homer) และเฮเสียด (Hesiod) ซึ่งจะว่าดึกดำบรรพ์ก็ไม่เกินศตวรรษที่เก้าก่อน ค.ศ. เนื้อเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและประวัติของเทพเจ้าเหมือนวรรณกรรมแรก ๆ ของชาติโบราณอื่น ๆ

ชาวกรีกได้รับเกียรติเป็นปัญญาชนชาติแรกของยุโรป  แต่เราก็เห็นว่าวรรณกรรมของชาวกรีกซึ่งเป็นวรรณกรรมแรกของยุโรปด้วย  เริ่มมีภายหลังวรรณกรรมเอเชียและแอฟริกาไม่ต่ำกว่าพันปี  เริ่มต้นมาในทำนองเดียวกันแต่ต่อเวลาให้ถึงพันกว่าปีแต่ชาวกรีกก็ฮึดสู้จนขึ้นหน้าชาติอื่นในด้านปัญญา ยุโรปได้รับมรดกมาดำเนินกิจการต่อ  จนกลายเป็นครูของโลกอยู่ทุกวันนี้  แม้ปรัชญาและศาสนาตะวันออกจะศึกษาอย่างวิชาการทุกวันนี้  ก็ต้องอาศัยตำราของชาวตะวันตกเป็นหลัก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s