philosophy of Cro-Magnon Man

philosophy of Cro-Magnon Man ปรัชญาของมนุษย์เขรอแมกนัน

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

วิจารญาณของมนุษย์โครแมกนันแต่งเติมตั้งแต่หลายแสนปีก่อนต่อมาจนถึงในราวปี ก.ค.ศ. 10,000 ปีจึงสิ้นบทบาทลง สันนิษฐานว่า กลุ่มหนึ่งคงได้ข้ามช่องแคบเบอริงไปเสี่ยงโชคในทวีปอเมริกา และสร้างวัฒนธรรมอินเดียนแดงไว้ สืบเชื้อสายมาเป็นชาวอินเดียนแดงทุกวันนี้ กลุ่มหนึ่งคงล่องลงไปทางใต้ไปอยู่ในทวีปออสเตรเลีย เป็นชาวบูชแมนในปัจจุบัน มีเหลืออยู่น้อยมากในยุโรปที่เป็นชาวบัสค์ในสเปน และชาวเขาในมณฑลดอร์โดญของฝรั่งเศส เป็นต้น

ในขณะเดียวกันก็มีมนุษย์ฉลาดสาขาอื่น ที่ใช้วิจารณญาณสร้างสรรค์ต่องานของมนุษย์เนอแอนเดอเธิลในที่ต่าง ๆ กัน แต่ทว่าด้อยกว่าเพราะรักความสงบ ดิ้นรนน้อย พัฒนาช้าแต่ว่ามั่นคง

เมื่อมนุษย์โครแมกนันสิ้นบทบาทลงแล้ว สาขาผู้รักสงบดังกล่าวก็พัฒนาวิจารณญาณรู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ สร้างวัฒนธรรมหินใหม่และพัฒนามาตามลำดับจนถึงทุกวันนี้ เราเรียกมนุษย์กลุ่มหลังนี้ว่า มนุษย์รุ่นใหม่หรือโฮโมเซเผียน (homo Sapiens) (Modern man) สืบเชื้อสายมาเป็นชาติและภาษาต่าง ๆ ในโลกปัจจุบัน รวมทั้งพวกเราที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่ในขณะนี้ด้วยเพื่อขจัดความหนาว นอกจากจะอาศัยความอบอุ่นจากกองไฟแล้ว พวกเขาก็ใช้วิจารญาณแสวงหาวิธีทำเข็มด้วยก้างปลา โดยใช้ก้างปลาเรียวเล็กเป็นตัวเข็ม เจาะรู ร้อยด้ายเพื่อเย็บหนังสัตว์ให้กระชับกับร่าง หางสัตว์คงปล่อยห้อยไว้เป็นเครื่องประดับสำหรับสุภาพสตรีไปในตัว

ผู้น่ายำเกรงและมีอำนาจในหมู่ชาวโครแมกนันก็คือ แม่ที่มีลูกและหลานยายมาก ๆ เพราะเด็ก ๆ และหนุ่มสาวโครแมกนันไม่มีพ่อ เนื่องจากไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของตน รู้แต่แม่และนับสายโลหิตกันทางแม่ สถาบันสังคมมีเพียงสถาบันเดียว คือ เผ่า โดยมีแม่เฒ่าเป็นประมุข และมีชายฉกรรจ์ที่สบใจแม่เฒ่าเป็นองครักษ์

แต่ละเผ่าเชื่อว่ามีพลังของเผ่ามาจากสัตว์ประเภทใดประเภทหนึ่งเช่น เสือ หมาป่า งู เป็นต้น เผ่าใดเชื่อว่าตนได้พลังจากสัตว์ประเภทใด เนื้อสัตว์ประเภทนั้นย่อมเป็นสิ่งต้องห้ามรับประทาน ใครทำร้ายสัตว์ประเภทนั้นก็ถือว่าทำผิดร้ายแรง และคนที่ถือสัตว์ประเภทเดียวกันจะเสพสุขด้วยกันไม่ได้

สัตว์ที่ถือเช่นนั้นเรียกว่า โทเทิม (totem) และข้อห้ามทั้งหมายที่ต้องถือ เรียกว่าแทบู (taboo) โทเทิมไม่ใช่เทพหรือพระเจ้าซึ่งมีอำนาจบันดาลทุกอย่าง โทเทิมเป็นสัตว์ที่ไม่มีพระทัยจะบันดาลอะไรได้ แต่มีเคล็ดบันดาลพลังโดยที่สัตว์เองก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เช่น เผ่างูถือว่างูเป็นโทเทิมของตน จึงสันนิษฐานว่าสตรีชาวโครแมกนัน เมื่อมีความต้องการทางเพศจะต้องออกไปหาบุรุษนอกเผ่า และคนในเผ่าก็ไม่หวงห้าม เพราะถือว่าตนไม่มีสิทธิ แต่จะคอยใช้สิทธิกับสตรีที่มาจากเผ่าอื่น เมื่อเสร็จกิจทางเพศแล้วสตรีจะกลับเผ่าของตน และลูกที่เกิดมาก็ถือว่าเป็นลูกของเผ่า

เพราะเหตุนี้จึงเชื่อว่า มนุษย์โครแมกนันไม่ยกเผ่ารบกัน เนื่องจากไม่มีปัญหาเรื่องการเลือกคู่ ทางเศรษฐกิจก็ไม่มีปัญหา เพราะพวกเขาไม่ต้องแย่งที่ทำมาหากินกัน มีแต่จะต้องช่วยกันป้องกันสัตว์ใหญ่ และช่วยกันจับสัตว์ใหญ่มาเป็นอาหาร พวกเขาไม่รู้จักหวงอาหาร เพราะเก็บไว้นานไม่ได้ หากเหลือกินในมื้อหนึ่ง ๆ ก็จะกู่ร้องเรียกใครก็ได้มาช่วยกินให้หมด ไม่มีหลักฐานเลยว่า มนุษย์โครแมกนันฆ่ามนุษย์โครแมกนันหรือกินเนื้อมนุษย์โดยเจตนา

ในแง่นี้จึงสรุปได้ว่าเขามีวิจารญาณพอที่จะเห็นว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรีสูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย เมื่อคนที่รู้จักตายลง พวกเขาจึงเชื่อว่าผู้ตายไม่ได้สูญหาย เขายังคงมาหาร่างกายของผู้ตาย มีหลักฐานว่าพวกเขาฝังศพผู้ตายไว้ในถ้ำตื้น ๆ และปิดกั้นมิให้สัตว์มารบกวน และนี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาไม่กินเนื้อมนุษย์ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร

อาจจะมีปัญหาถามได้ว่า ทำไมมนุษย์นิแอนเดอร์เธิล จึงอยู่ร่วมโลกกับมนุษย์โครแมกนันไม่ได้ อาจเป็นได้ว่ามนุษย์โครแมกนันถือว่ามนุษย์นิแอนเดอร์เธิลไม่ใช่มนุษย์ เพราะหน้าตาและผิวพรรผิดกัน รูปร่างก็เล็กกว่ามาก ตัวก็ยังโค้งงออยู่ สมองก็เล็ก ไหวพริบก็ไม่สู้จะมี ทำอะไรก็เชื่องช้า มนุษย์โครแมกนันจึงอาจจะคิดว่าเป็นลิงชนิดหนึ่ง จึงฆ่าทิ้งเพื่อแย่งที่อยู่และอาจจะกินเนื้อด้วยก็ได้

เราพอจะสันนิษฐานแนวทางดำเนินความคิดของมนุษย์โครแมกนันได้ดังต่อไปนี้ คือ พวกเขาเชื่อว่า “เบื้องบนจะช่วยผู้ที่ช่วยตัวเองอย่างเต็มที่เท่านั้น” พวกเขาจึงพยายามหาวิธีเอาชนะธรรมชาติ เช่น การช่วยกันล่าสัตว์ใหญ่ พยายามสร้างเครื่องมือทุ่นแรงและมีประสิทธิภาพ โดยต่อยหินให้มีคมมีแง่มีดุลภาค (symmetry) และใช้ไม้ต่อเป็นด้าม เป็นต้น ว่าง ๆ ก็วาดภาพสัตว์ที่ต้องการเอาชนะขึ้นบนฝาผนังถ้ำ เพื่อฝึกการล่าให้ช่ำชองและปลุกใจให้กล้าหาญ แต่ทว่าในเวลาเดียวกันก็เกรงว่าอาจจะเป็นการละลาบละล้วงอำนาจของเบื้องบน จึงประกอบพิธีสังเวยกวาง โดยให้ผู้ประกอบพิธีแต่งตัวเป็นกวางด้วย ทั้งนี้คงจะเป็นเพราะพวกเขาพบว่าเนื้อกวางอร่อยน่ารับประทานที่สุดในบรรดาเนื้อสัตว์ที่พวกเขารับประทานนั่นเอง

พวกเขาสามารถเข้าใจเรื่องสัญลักษณ์ได้แล้วว่า สิ่งที่ปรากฏภายนอกอาจจะหมายถึงความเป็นจริงภายในได้ พวกเขาจึงวาดภาพผู้ประกอบพิธีให้เป็นรูปกวางภายนอก ส่วนภายในเป็นคน หมายความว่า กวางที่สังเวยนั้น เป็นสัญลักษณ์ถึงความจงรักภักดีของผู้สังเวยนั่นเอง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นมีจริงตามแบบลัทธิสัจนิยม พวกเขาจึงพยายามวาดรูปกวางและสัตว์อื่น ๆ ให้เหมือนตามที่เคยเห็น พวกเขาเชื่อว่าสถานที่และเวลามีจริง จึงพยายามวาดภาพบันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ไว้ เช่น ครั้งที่ล่ากวางได้มาก ณ ริมลำธารโดยใช้หอกเป็นอาวุธ ในตอนปลายสมัยพวกเขาเริ่มจะเข้าใจเรื่องสิ่งสากลมากขึ้น จึงพยายามวาดภาพสัตว์ให้มีลักษณะเฉพาะตัวน้อยลง เพื่อให้เป็นตัวแทนของประเภท เช่น วาดภาพกวางให้เป็นตัวแทนของกวางทั้งหมด เป็นต้น

โลกทรรศน์ของพวกเขายังเป็นแบบกลีภพ (chaos) อยู่ แต่ก็เริ่มจะมองเห็นว่าเป็นเอกภพที่มีระเบียบอยู่บ้าง โดยเบื้องบนเป็นผู้จัดระเบียบเพื่อประโยชน์ของพระองค์ เทพองค์ใดจัดระเบียบด้านใดก็ทรงมีอำนาจเหนือด้านนั้น พวกเขายังคงไม่กล้าวาดภาพเทพเจ้า คงจะไม่รู้จะวาดอย่างไรจึงจะเหมาะสม พวกเขาต้องการความอุดมสมบูรณ์ ก็วาดภาพหญิงอ้วนไว้เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงความปรารถนาของพวกเขาไว้เตือนความจำเทพเจ้า พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้ามีพลังเหนือสัตว์ใหญ่ พวกเขาก็วาดภาพสัตว์ที่พวกเขาต้องการล่า มีหอกแทงตรงหัวใจ เพื่อเตือนความจำเทพเจ้าว่าพวกเขาต้องการอย่างนี้ เป็นต้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s