philosophical formation

philosophical formation สอนแบบสร้างนักปรัชญา

ผู้แต่ง : ปราโมทย์ หม่อมศิลา
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

วิธีที่จะเรียนปรัชญาให้ได้ผลดีนั้น ควรจะเป็นการเรียนการสอนแบบสนทนาโต้ตอบกันด้วยเจตนารมณ์แห่งการเสวนาต่อกัน คือ เรียนด้วยปัญญาให้เข้าใจและให้ซาบซึ้งในความห่วงไยและหวังดีต่อกันไปด้วย เรียกว่าเรียนกันแบบบูรณาการสมบูรณ์ ไม่มีการแบ่งแยกเป็นส่วนๆ ผู้บรรยายจะต้องเป็นผู้นำในการยั่วยุให้เกิดปัญหาและป้อนปัญหา ผู้ฟังจะต้องช่วยกันคิดว่าอาจจะมีคำตอบอย่างไรได้บ้าง ผู้บรรยายรวบรวมให้เห็นเป็นข้อๆให้ชัดเจนแล้วเติมที่ยังขาดลงไป

ข้อสำคัญก็คือ ผู้บรรยายจะต้องไม่เป็นผู้พูดแต่ฝ่ายเดียวชนิดป้อนเนื้อหาให้นักศึกษาจดตลอดเวลา ผู้บรรยายจะต้องพูดเป็นปริศนาให้ผู้เรียนได้คิดเองบ้าง และเสนอความคิดออกมาแลกเปลี่ยนกันและกัน แต่ต้องระวังอย่าให้นอกเรื่องมากไป ถ้าเห็นว่าจะออกนอกประเด็น ผู้บรรยายจะต้องตัดบทเสีย อนึ่งในการเสนอประเด็นนั้น ผู้บรรยายจะต้องดูอย่าให้ยากเกินไป ต้องให้ผู้ฟังมีแง่คิดเองบ้างจนอาจจะได้คำตอบเองโดยไม่ใช้เวลามากนัก ถ้าเป็นปัญหายาก ผู้บรรยายควรจะกรุยทางไปให้บ้างก่อนจนเกือบจะถึงประเด็น จึงให้ผู้ฟังคิดต่อให้เข้าประเด็น

การบรรยายปรัชญาจะทำได้ดีต้องอาศัยความพร้อมของอาจารย์ผู้บรรยายอยู่มาก จะต้องพร้อมทั้งเนื้อหาวิชาและเทคนิคในการจูงความคิดของผู้ฟังให้คิดไปเป็นขั้นเป็นตอน โดยไม่ให้ยากจนเกินไปและก็ไม่ให้ง่ายจนเกินไปด้วย ที่ยากก็ต้องรู้จักทำให้ง่าย และที่ง่ายก็ให้รู้จักทำให้ยากชวนคิดขึ้นนิดหน่อย และต้องไม่ให้เสียเวลามากเกินความสำคัญของแต่ละเรื่อง ผู้บรรยายท่านใดทำได้เช่นนี้ นับว่ามีพรสวรรค์สำหรับสอนปรัชญาอยู่ในตัว พึงใช้ให้เป็นการสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การสังเกต ฝึก และแก้ไขตัวเองอยู่เสมอ ย่อมเป็นทางนำไปสู่ความสำเร็จได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอดี ความพอดีจะเกิดขึ้นได้ก็โดยการฝึกตัดสินใจของผู้บรรยายจนช่ำชอง

มีข้อสังเกตเกี่ยวกับผู้สอนวิชาปรัชญา (และอาจจะจริงสำหรับวิชาอื่นๆด้วยก็ได้) คือว่ากันว่าผู้สอนใหม่มักจะสอนมากกว่าที่ตนรู้ ผู้สอนกลางเก่ากลางใหม่จะสอนเท่าที่ตนรู้ ส่วนผู้สอนคร่ำหวอดจะเลือกสอนเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา จะเอาแบบไหนก็แล้วแต่ความสนใจของผู้เรียน

บางท่านอาจจะแย้งว่า วิธีนี้ใช้ได้สำหรับการบรรยายในกลุ่มเล็ก ถ้าต้องบรรยายให้นักศึกษาครั้งละ 100 คนขึ้นไป หรืออาจจะถึงครั้งละ 2000 คนก็มี จะทำได้หรือ จริงทีเดียว ถ้าผู้ฟังมีมากเช่นนี้ จะถามตอบกันเป็นรายตัวคงไม่ได้ อย่างไรก็ดี ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้บรรยายจะสามารถบรรยายปรัชญาให้น่าสนใจได้ โดยตัวเองเป็นทั้งผู้ตั้งปัญหาและตอบปัญหาแทนผู้ฟังไปด้วย บางปัญหาอาจจะยั่วให้ผู้ฟังจำนวนมากนั้นตอบพร้อมกันได้ แต่ต้องเป็นปัญหาที่ตอบได้ง่ายๆ เช่น ให้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ จริงหรือไม่จริง ดีหรือไม่ดี เป็นต้น แต่ต้องไม่บ่อยเกินไปจนขาดสมาธิ นี่ก็เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความพอดี และความพอดีจะต้องแปรสภาพไปตามสถานการณ์

การสอนแบบนี้จึงเทียบได้กับการฝึกฝนศิลปิน คือ ปั้นให้มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเอกเทศเฉพาะตัว ผู้สอนหลังนวยุคย่อมถือว่าศิษย์ที่ดีคือศิษย์สู้ครู แต่ไม่ล้างครู

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s