paradigm, new

paradigm, new กระบวนทรรศน์ใหม่

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

“เราต้องการกระบวนทรรศน์ใหม่สำหรับมองของที่มีอยู่ เนื้อหาไม่จำเป็นต้องใหม่”

เพราะเนื้อหาวิชาการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้นั้นมีอยู่มากมายเพียงพออยู่แล้ว เพียงแต่รอการตีความหมายด้วยกระบวนทรรศน์แบบใหม่ เพื่อให้ได้ความหมายที่ ครอบคลุมทุกแง่และเป็นกลางที่สุด ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน จนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าเดิมต่อไปได้เรื่อย ๆ เท่าที่สมรรถภาพปัญญาจะพัฒนาไปถึง

เมื่อย้อนอ่านปรัชญาของมนุษยชาตินับแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน จะพบว่ามนุษย์มีการพัฒนาสัญชาตญาณปัญญาขึ้นมาตามลำดับขั้น เพื่อใช้ในการมองโลกและชีวิต โดยมีจุดสนใจที่จะแสวงหาความเป็นจริงวัตถุวิสัย พร้อมไปกับการนำเสนอเป็นคำตอบที่เชื่อว่าเป็นความจริงที่แตกต่างกันไปทั้งที่มาจากความเป็นจริงเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากการมองโลกและชีวิตผ่านกรอบกระบวนทรรศน์ที่แตกต่างกันไป

กระบวนทรรศน์แบบดึกดำบรรพ์ ไม่เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ ความเป็นจริงย่อมเป็นไปตามน้ำพระทัยเบื้องบน โลก ชีวิต ความชอบธรรมคือได้ทำตามน้ำพระทัยเบื้องบน
กระบวนทรรศน์แบบโบราณ เริ่มเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ จึงต่างแสวงหากฎเกณฑ์ เพื่ออธิบายความเป็นจริงที่ต้องเดินตามกฎเท่านั้น ความชอบธรรมคือทำตามกฎที่ตนเชื่อ
กระบวนทรรศน์ยุคกลาง เชื่อในโลกหน้า ความเป็นจริงไม่ได้อยู่ในโลกนี้หากแต่อยู่ในโลกหน้า จึงพร้อมทำทุกอย่าง เสียสละทุกอย่างในโลกนี้ เพื่อไปใช้ชีวิตที่ดีที่สุดเยี่ยงเทพในโลกหน้า ความชอบธรรมคือ หลักศาสนาที่สามรถนำพาชีวิตไปโลกหน้าที่ดีกว่าได้
กระบวนทรรศน์นวยุคหรือยุคใหม่ เชื่อมั่นในความรู้ วิธีคิดและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นจึงรับรองได้ว่าเป็นจริง และชอบธรรม

กระบวนทรรศน์ต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยด้วยสัญชาตญาณปัญญาของมวลมนุษย์ สามารถทำหน้าที่ตามบทบาทของมันได้ดีเสมอมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่มีจุดอ่อนเช่นเดียวกันทั้งหมดคือ ความเป็นจริงในทุกกระบวนทรรศน์ นำไปสู่การยึดมั่นถือมั่นและมักถูกใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่กุมอำนาจ/ความรู้ ให้สามารถครอบงำ และเอาเปรียบผู้ที่รู้ด้อยกว่า ได้อย่างแนบเนียน จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

จากเหตุผลดังกล่าว นักปรัชญาหลังนวยุคจึงไม่สนใจรู้ความจริงวัตถุวิสัย เพราะสงสัยว่าจะไม่มีทางหาคำตอบที่น่าพอใจได้ และส่วนมากก็คิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะสนใจเรื่องนี้เพราะรังแต่จะสร้างความยึดมั่นถือมั่นว่า ความจริงในทรรศนะของตนเท่านั้นที่จริงของคนอื่นล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น อันนำไปสู่ความแปลกแยก มุ่งแต่จะครอบงำและเอาเปรียบกัน ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข จึงหันมาสนใจแสวงหาความเป็นจริงของความหมายของภาษาที่ประกอบเป็นตัวบท ที่มีอยู่แล้วด้วยกระบวนทรรศน์ใหม่ ที่เป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีหลักยึดเหนี่ยวแต่ไม่ยึดติด เน้นคุณค่า ความเป็นตัวเองของบุคคล ความเสมอภาคในสิทธิและเสรีภาพ ยกย่องสมรรถภาพสร้างสรรค์ของแต่ละคน โดยใช้วิธีวิจารณญาณ วิเคราะห์ความหมายของภาษาที่ใช้จริงให้รอบด้านด้วยใจที่เป็นกลาง ประเมินค่าความหมายว่ามีค่าทางไหน อย่างไรและเท่าไร พร้อม ๆ ไปกับการเลือกแต่สิ่งที่ดีมีคุณค่ามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s