Papal Renaissance

Papal Renaissance การฟื้นฟูโดยสันตะปาปา

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ในศตวรรษที่ 12 คณะศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งชาตร์ (University of Chartres) เป็นผู้นำในการแต่งกวีนิพนธ์และร้อยแก้วเป็นภาษาละตินตามแบบละตินศึกษิต ธาเมิส อไควเนิสสามารถแต่งคำกลอนละตินสำหรับใช้เป็นเนื้อเพลง ชื่อว่า Lauda Sion ด้วยสำนวนศึกษิต อไควเนิสเองไม่รู้ภาษากรีกก็จริง แต่ก็ได้ขอร้องให้เพื่อนร่วมงานแปลงานปรัชญาของแอเริสทาเทิลจากภาษากรีกโดยตรง ดันเตรื้อฟื้นสำนวนมหากาพย์แต่งเรื่องบทบาทของพระเจ้า (Comedia Divina) เป็นภาษาอิตาเลียน เปตราร์คา (Petrarca 1304-1374) รื้อฟื้นสำนวนซีเสอโร (Cicero ก.ค.ศ.106-43) แต่งกลอนภาษาอิตาเลียนเพื่อชักชวนให้หันมาสนใจชีวิตในโลกนี้ บอคคัชโช (Boccaccio 1313-1375) แต่งร้อยแก้วภาษาอิตาเลียนด้วยเป้าหมายเดียวกัน ลุปี 1397 ครีเซอโลเริส (Manuel Chrysoloras 1353-1415) จึงได้เริ่มตั้งโรงเรียนสอนภาษากรีกที่ฟลอเรนซ์

สันตะปาปาที่สนับสนุนการฟื้นฟูศิลปวิทยาการกรีกอย่างสำคัญได้แก่นิเคอเลิสที่ 5 (Nicholas V1447-1455) ผู้ให้กำเนิดหอสมุดวาติกันและรวบรวมทั้งหนังสือและนักปราชญ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมกรีกและโรมัน จูเลียสที่ 2(Julius II 1503-1521) ผู้ดำริสร้างวิหารเซนต์พีเทอร์ที่กรุงโรมโดยระดมใช้ศิลปวิทยาการกรีกและโรมันทุกอย่าง ตระกูลเมดิสิก็มีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนการฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกโรมัน นอกจากนั้นยังมีผู้มีอำนาจและมีฐานะการเงินดีอื่น ๆ อีกมาก ที่ทุ่มเทเงินทองซื้อตำราภาษากรีกและละตินมารวบรวมไว้ ซื้อศิลปกรรมกรีกและละตินรวมทั้งสนับสนุนให้มีการแปลและสร้างของใหม่ขึ้นมากมายโดยเลียนแบบวัฒนธรรมกรีกและละติน

ลีโอนาร์โดแห่งอาเรซโซ (Leonardo d’Arezzo หรือ Leonardus Aretinus หรือ Leonardo Bruni 1369-1444) แปลงานของเพลโทว์และแอเริสทาเทิลจากภาษากรีกเป็นภาษาละติน โลเรนโซ วัลลา (Lorenzo Valla 1406-1457) ได้รับการสนับสนุนจากสำนักวาติกันให้แปลวรรณกรรมกรีกเป็นภาษาละติน มีนักการศึกษาที่พยายามใช้ศิลปวิทยาการกรีกอบรมกุลบุตรกุลธิดาให้พัฒนาตัวเองเพื่อรู้จักใช้ชีวิตในโลกนี้ อย่างเช่น วิตโตรีโนแห่งเฟลเตร (Vittorino da Feltre 1378-1446) , กวารีโนแห่งเวโรนา (Guarino di Verona 1370-1460) ซึ่งเป็นชาวอิตาเลียนทั้งคู่ ทั้งสองคิดเหมือนปิตาจารย์ใจกว้างในสมัยก่อนโน้นว่าศิลปวิทยาการของกรีกและโรมันไม่ขัดแย้งกับคำสอนของคริสตศาสนา แต่ทว่านักฟื้นฟูอิตาเลียนอีกจำนวนหนึ่งคิดตรงกันข้าม จึงละทิ้งศรัทธาต่อคริสตศาสนา และตั้งหน้าฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกและโรมันเพื่อประณามและเสียดสีคริสตศาสนา กลุ่มนี้ส่วนมากจะกลายเป็นพวกเทิดทูนซีเสอโร และเพราะเหตุนี้เองสำนักสันตะปาปาจึงถือเป็นนโนบายต่อต้านหลักสูตรการศึกษาของพวกฟื้นฟูแบบนี้

จากอิตาลีกระแสการฟื้นฟูแผ่ขยายไปทั่วยุโรป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในเยอรมนี ผู้นำการฟื้นฟูมีอาทิเช่น รูดอลฟ์ อากรีโคลา (Rudolf Agricola 1443-1485), เฮกีอุส (Hegius 1420-1495), อิแรสเมิส (Erasmus 1467-1536) ในประเทศอังกฤษมีนักฟื้นฟูที่สำคัญเช่น วิลเลียมแห่งเวนฟลิท (William of Waynflete 1395-1486), จอห์น ฟีเชอร์ (St.John Fisher 1459-1535), จอห์น โคเลท (John Colet 1467-1519), ธาเมิส ไลเนเคอร์ (Thomas Linacre 1460-1524) ธาเมิส โมร์ (Thomas More 1478-1535) นักฟื้นฟูทั้งชาวเยอรมันและอังกฤษเหล่านี้ล้วนแต่หวังว่า การฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกและโรมันจะให้ชีวิตใหม่แก่คริสตจักร

ครั้นสำนักสันตะปาปาปิดประตูไม่ยอมต้อนรับการฟื้นฟูตามคติดังกล่าว นักฟื้นฟูระยะต่อมาจึงประกาศแยกตัวจากสันตะปาปา โดยไม่เลิกนับถือคริสตศาสนา จึงได้ชื่อว่านักปฏิรูปศาสนา มีอาทิเช่น มาร์ทิน ลูเธอร์ (Martin Luther 1483-1546), เมลังค์ธอน (Melanchthon 1497-1560), จอห์น แคลวิน(Jean Calvin 1509-1564) เป็นต้น ท่านเหล่านี้หวังจะปรับปรุงคริสตศาสนาให้เหมาะสมกับกาละเทศะ มีผู้เห็นด้วยมากมายโดยต่างกลุ่มต่างมีความคิดและแนวปฏิบัติเป็นอิสระต่อกัน รวมเรียกว่านิกายโปรเตสแตนต์ แปลว่า ผู้คัดค้านสิ่งไม่เหมาะสม คริสตชนที่ยังอยู่ในโอวาทของสันตะปาปาเรียกว่านิกายคาทอลิก มีนักคิดหลายท่านเห็นว่าควรหาวิธีปรับปรุงภายในแทนการแยกตัวออกไป ที่สำคัญมีอาทิเช่น อิกเนเชียสแห่งโลโยลา (St. Ignatius of Loyola 1494-1556) ผู้ก่อตั้งคณะเยสุอิตเพื่อปรับปรุงภายในคริสตจักรคาทอลิก นโยบายสำคัญก็คือ สนับสนุนการรื้อฟื้นวัฒนธรรมกรีกและโรมันเพื่อปรับปรุงคริสตศาสนา ขบวนการนี้เรียกกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า ขบวนการต้านปฏิรูป (Counter-Reformation) ตั้งแต่นั้นมาโรงเรียนคาทอลิกทั้งหลายรวมทั้งสถาบันอบรมบาทหลวง จะเข้มงวดการศึกษาภาษาและวรรณคดีกรีกและละตินอย่างยิ่ง นโยบายนี้เพิ่งยกเลิกไปเมื่อนานมานี้เอง เพราะเห็นว่าล้าสมัยไปแล้ว

ปรัชญาสมัยฟื้นฟูจึงได้แก่ปรัชญาตะวันตกในช่วงระหว่างประมาณค.ศ.1400-1600 ซึ่งมีแนวโน้มทางฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกขึ้นมาใช้ใหม่ หรือแก้ปัญหาอันเกิดจากการฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกขึ้นมาใช้ใหม่ นักปรัชญาสมัยฟื้นฟูจึงอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกก็ได้ แต่ทุกคนย่อมได้รับอิทธิพลจากการฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีกไม่มากก็น้อย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s