Opus Magnum

Opus Magnum ตำราใหญ่

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ตำราใหญ่แบ่งออกเป็น 7 ภาค

ภาคแรกกล่าวถึงสาเหตุ 4 ประการของอวิชชา คือ 1)อ้างประกาศิตเกินเหตุ 2)ความเคยชินส่วนตัว 3)อคติของคนทั่วไป 4)ปมเขื่อง อคติเด่นชัดที่โรเจอร์ยกขึ้นกล่าวก็คือ เนื่องจากปิตาจารย์ไม่รู้จักวิทยาศาสตร์ เพราะยังไม่มีวิทยาศาสตร์ คนรุ่นต่อมาก็เลยไม่ยอมเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

ภาคสองชี้ให้เห็นว่าความจริงทุกประการมาจากพระเจ้าและนำไปสู่พระเจ้า คริสตชนจึงไม่ควรกลัวความจริง แม้จะมาจากปรัชญาของคนต่างศาสนา แม้ว่าพระคัมภีร์จะบรรจุความจริงไว้ครบถ้วน แต่จะเข้าใจได้ต้องอาศัยความคิดของผู้ยิ่งใหญ่ทางปรัชญา

ภาคสามกล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาภาษา ความขัดแย้งระหว่างพระคัมภีร์กับปรัชญากรีกเกิดจากการที่นักวิชาการไม่รู้ทั้งภาษาฮีบรูและภาษากรีก โรเจอร์เน้นให้เรียน 2 ภาษาดังกล่าวรวมทั้งภาษาอาหรับด้วยเพื่อเข้าใจความจริง และเพื่อเผยแผ่ความจริง จะต้องเรียนภาษาของผู้ที่เราจะสอนด้วยเพื่อจะได้สอนเขาในภาษาของเขาเองได้

ภาคสี่ชี้แจงให้เห็นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งโรเจอร์ถือว่าเป็นพื้นฐานของวิชาการทุกอย่าง เช่น ตรรกวิทยา ไวยากรณ์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และแม้แต่เทววิทยาและการศึกษาวิเคราะห์พระคัมภีร์ ดาราศาสตร์ของโรเจอร์รวมโหราศาสตร์ไว้ด้วย เพราะโรเจอร์เชื่อว่าการโคจรของดวงดาวมีผลต่อเหตุการณ์ของโลกและพฤติกรรมของมนุษย์ แต่ไม่ถึงกับกำหนดความประพฤติของมนุษย์

ภาคห้ากล่าวถึงวิชาแสงกับโครงสร้างของดวงตาและแนวทางสร้างกล้องส่องไกล

ภาคหกกล่าวถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ซึ่งอาศัยประสบการณ์ทางผัสสะ และฌานซึ่งอาศัยประสบการณ์ภายในของจิตใจ ประสบการณ์ทั้ง 2 แบบนี้แหละที่จะต่อต้านไสยศาสตร์ให้หมดสิ้นไปได้

ภาคเจ็ดกล่าวถึงปรัชญาศีลธรรม ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนปรัชญาเพราะจะต้องพิสูจน์หลักการเบื้องต้นด้วยเหตุผล เป็นจุดหมายปลายทางของปรัชญา เพราะความรู้ทุกอย่างนำไปสู่คุณธรรม มิฉะนั้นจะไม่ใช่ความรู้แท้ ศีลธรรมจึงเป็นผลสรุปสุดท้ายของความรู้ทุกอย่างลงเป็นหน้าที่จะต้องปฏิบัติ แบ่งออกได้เป็น 3 ด้าน คือ หน้าที่ต่อพระเจ้า หน้าที่ต่อสังคม และหน้าที่ต่อตัวเอง หน้าที่ต่อตัวเองที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำใจให้สงบมีสมาธิเพื่อเป็นที่สถิตของพระเจ้า และเพื่อพร้อมที่จะบริการเพื่อนมนุษย์ สุดยอดของชีวิตมนุษย์ก็คือการมีชีวิตพระเจ้าโดยมีศรัทธาต่อพระเยซูและคริสตจักร (The Church) ที่พระองค์ได้ทรงตั้งขึ้น

จะเห็นได้ว่าโรเจอร์ เบเคิน เป็นผู้มีความรู้กว้างแต่ไม่ลึก มีความคิดริเริ่มและคิดล้ำยุค แต่ทว่าขาดโอกาสที่จะพัฒนาความคิดให้เป็นล่ำเป็นสัน ความใจร้อนมุทะลุและความสำคัญตนผิดของโรเจอร์ทำให้ชอบมองคนอื่นอย่างผิวเผินแล้วประเมินค่าในแง่ร้าย ทำให้โรเจอร์กลายเป็นศัตรูกับทุกคนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิด ผู้อยู่ไกลอาจจะเป็นมิตรได้แต่ก็ไกลเกินไปที่จะสนใจสนับสนุนอย่างจริงจังได้

โรเจอร์พยายามจะสร้างระบบความคิดอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ทำโดยพลการขาดการสนับสนุน และต้องทำอย่างซ่อน ๆ เร้น ๆ จึงขาดข้อมูลที่จำเป็น แนวความคิดของโรเจอร์มีคุณค่ามาก แต่เนื้อหาที่นำมาสร้างแนวความคิดใช้ไม่ได้ ประกอบทั้งความไม่เป็นมิตรที่โรเจอร์ได้สร้างสะสมไว้รอบตัว ทำให้คุณค่าของแนวความคิดถูกฝังลืมไปเสียเป็นเวลานาน จนกว่าแฟรงซิส เบเคินจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ในศตวรรษที่ 16

โรเจอร์ใช้เทววิทยาของออเกิสทีนเป็นพื้นฐาน แต่ก็เข้าใจออเกิสทีนอย่างผิวเผิน โรเจอร์เลื่อมใสในวิธีอุปนัยของแอเริสทาเทิล แต่ก็ได้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับแอเริสทาเทิลอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกย่องหนังสือที่ไม่ใช่ของแอเริสทาเทิลโดยสำคัญผิดว่าเป็นของแอเริสทาเทิลและใช้เป็นคู่มือพื้นฐานของตน โรเจอร์วิจารณ์แอลเบิร์ท, อไควเนิส ฯลฯ อย่างผิดข้อเท็จจริง เหล่านี้เป็นจุดอ่อนที่ผู้สนใจปรัชญาทั้งหลายพึงสังวร เพราะทำให้คุณค่าที่ตนอาจจะมีได้ต้องพลอยมัวหมองไป อย่างไรก็ตาม ต่อมาภายหลัง โรเจอร์ เบเคิน ได้สมญานามว่า “ปราชญ์ที่น่าพิศวง” (ลต.Doctor Mirabilis = Wonderful Doctor)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s