Nyssa, Gregory of

Nyssa

Nyssa, Gregory of เกรเกอริแห่งนิสเสอ

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เกรเกอริแห่งนิสเสอ (Gregory of Nyssa 335?-395?) เป็นชาวกรีกเกิดที่เมืองซีเสอเรียในแคพเพอดาเชอ ได้ศึกษาวรรณคดีและรู้ปรัชญากรีกอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาของเพลโทว์ ฟายโลว์ และเพลอทายเนิส สอนวาทศิลป์ ได้รับเลือกเป็นสมณราชแห่งนิสเสอ พยายามประนีประนอมปรัชญากรีกกับคริสตศาสนาทั้งในด้านคำสอนและการปฏิบัติ จนได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 นักปราชญ์ปิตาจารย์กรีก ร่วมกับเบเสิลผู้เป็นพี่ชายและเกรเกอริแห่งนาสิแอนเสิส เกรเกอริแห่งนิสเสอมีวิจารญาณละเอียดสุขุมในการประนีประนอม ปูทางไว้ให้เซนต์ออเกิสทีนอย่างดีเยี่ยม

ศรัทธากับเหตุผล เกรเกอริแห่งนิสเสอถือหลักการว่า “ฉันเชื่อเพื่อเข้าใจ” ของปิตาจารย์ละติน ปรัชญาจึงต้องเริ่มจากการรับวิวรณ์ด้วยศรัทธา เพราะวิวรณ์เป็นเรื่องลึกซึ้งเกินกว่าที่เหตุผลจะเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม การยอมรับวิวรณ์ต้องยอมรับอย่างมีเหตุผล คือต้องยอมรับเพราะตระหนักในความน่าเชื่อของวิวรณ์นั้น เช่น จะต้องตระหนักก่อนด้วยเหตุผลว่ามีพระเป็นเจ้า พระองค์สามารถเปิดเผยความจริงแก่มนุษย์และสมควรที่พระองค์จะเปิดเผยแก่มนุษย์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มนุษย์ใช้เหตุผลแล้วได้ความคิดเห็นแตกต่างกันมากเพราะมีขอบเขตจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า มาตรการตัดสินสุดท้ายแห่งความถูกต้องก็คือ ความสอดคล้องระหว่างเหตุผลกับวิวรณ์ และควรให้พระเป็นเจ้าตัดสินเหตุผล ไม่ใช่เหตุผลตัดสินพระเป็นเจ้า หลักการนี้จะเป็นหลักการของนักปรัชญาคริสต์ต่อมาโดยทั่วไป

การพิสูจน์เรื่องพระเป็นเจ้า เกรเกอริถือว่า โดยไม่ต้องอาศัยวิวรณ์เหตุผลก็พิสูจน์ได้ว่ามีพระเป็นเจ้า ทั้งนี้โดยเริ่มจากการพิจารณาระเบียบของเอกภพ (ข้อพิสูจน์จากเป้าหมายหรืออันตปัจจัย) และถ้าที่มาของระเบียบนั้นเป็นพระเป็นเจ้าจริงก็ต้องมีความสมบูรณ์อย่างที่สุดโดยจำเป็น พระเป็นเจ้าที่สมบูรณ์ที่สุดจำเป็นต้องมีได้เพียงองค์เดียวเท่านั้น ดังนั้น สำหรับเกรเกอริ เอกเทวนิยมก็สามารถสรุปได้จากเหตุผล

มนุษย์ มีมนุษย์แห่งมโนคติ (Ideal Man) อยู่หนึ่งหน่วยและหน่วยเดียวในพระปัญญาของพระเป็นเจ้า แสดงออกเป็นปัจเจกมนุษย์แห่งแระสบการณ์มากมาย พระเป็นเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างปัจเจกมนุษย์โดยเลียนแบบมนุษย์แห่งมโนคติ ให้มนุษย์แต่ละคนมีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกวิถึชีวิต ทำดีจะได้ดี ทำชั่วจะได้ชั่ว โดยไม่มีทางเลี่ยง จากประสบการณ์แห่งความชั่ว มนุษย์จะเข็ดหลาบ และในที่สุด ทุกคนจะทำดีอย่างเพียบพร้อมจนได้ขึ้นสวรรค์กันหมด แม้กระทั่งปิศาจทั้งหลายภายหน้าจะสำนึกผิดและทำดีจนได้เป็นทูตสวรรค์ตามเดิม
การสร้าง พระเป็นเจ้าทรงสร้างโดยเสรีเพื่อเผื่อแผ่ความดีของพระองค์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงรักสิ่งสร้างของพระองค์ แต่ก็ไม่ทรงบังคับจิตใจของสิ่งสร้างที่มีเจตจำนง

ฌาน ความรู้โดยประสบการณ์และโดยเหตุผลเป็นความรู้อย่างผิวเผิน ผู้รักปรีชาญาณจะไม่พอใจกับความรู้ระดับนี้ จึงหันเข้ามีศรัทธาบริสุทธิ์ต่อพระเป็นเจ้าในขั้นแรกจะพบความมืดในวิญญาณ เหมือนกับตาของเราที่มองดูแสงสว่างจ้าเป็นครั้งแรก จะมองอะไรไม่เห็นเลย จึงอยู่ในสภาพมืดเพราะความสว่าง หากเขาผู้นั้นมีความเพียรอดทนต่อไป จิตใจของเขาจะค่อย ๆ ชินกับความสว่างทีละน้อย ๆ ในที่สุดจะสามารถเห็นพระเป็นเจ้าโดยตรงด้วยปัญญา เป็นการเห็นในฌานและจะมีความรักในฌานต่อพระเป็นเจ้า (ecstatic love) วิญญาณที่อยู่ในฌาณมิได้อยู่นิ่ง แต่จะทำการอย่างเข้มข้นเพื่อเข้าถึงพระเป็นเจ้าให้มากขึ้น ๆ เรื่อยไป เพราะธรรมชาติของจิตคือทำการอยู่เสมอ ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งทำงานมาก การเหนื่อยหน่ายเป็นลักษณะของจิตที่อ่อนแอในสภาวะฌานจิตจะก้าวหน้าอย่างสงบ ไม่มีการฝืนและความกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตยิ่งเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้มากเพียงใด ความมืดจะยิ่งลดน้อยลง ความรักและปีติจะยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีวันจะสมบูรณ์เหมือนพระเป็นเจ้า วิญญาณจะพอใจและอิ่มใจในความก้าวหน้าอย่างไม่รู้สิ้นสุด ในสวรรค์วิญญาณจะอยู่ในสภาวะฌานตลอดกาล เรียกว่าอานันทปัสนา (beatific vision)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s