Nibbana as reality

Parinirvana1

Nibbana as reality นิพพานในฐานะความเป็นจริง

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

นิพพาน คืออะไรเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่รู้จักจบ อรรถกถาจารย์แถลงไว้ว่า นิพพานเป็นธรรมชาติที่พึงรู้แจ้งเฉพาะรู้แทนกันไม่ได้ คือ ต้องถึงสภาพนั้นด้วยตนเองจึงจะรู้ว่าเป็นอะไร ปุถุชนย่อมรู้แจ้งไม่ได้ แต่ปุถุชนที่เป็นนักปรัชญาก็อดอยากรู้ไม่ได้ จึงพยายามตีความเอาพอเข้าใจได้เยี่ยงปุถุชน เพราะนักปรัชญาอยากรู้ทุกอย่างด้วยแรงปัญญาเท่าที่มี เพราะถือว่ารู้เพื่อปฏิบัติ

พระอภิธรรมกล่าวถึงนิพพานไว้ดังนี้
ปรินิพพานํ ปรมํ สุญฺญํ (ปรินิพพานสูญที่สุด)
ปรินิพพานํ ปรมํ สุขํ (ปรินิพพานสุขที่สุด)
ปรินิพพานํ สนฺติลกฺขณํ (ปรินิพพานมีลักษณะสันติ)
ปรินิพพานํ อจฺจตรสํ (ปรินิพพานมีรสไม่รู้ตาย)
ปรินิพพานํ อนิมิตฺตปจฺจุปฏฺฐานํ (ปรินิพพานมีผลไม่รู้ดับ)
ปรินิพพานํ ราควิราโค (ปรินิพพานคือความสิ้นกำหนัด)
ปรินิพพานํ ตณฺหกฺขโย (ปรินิพพานคือความสิ้นตัณหา)

พอจะสรุปได้เลา ๆ ว่า ปรินิพพานเป็นสภาพของจิตที่ไร้กิเลสตัณหาทุกอย่าง สูญสิ้นความอยากทุกอย่างที่เราปุถุชนทั้งหลายเกลือกกลั้วอยู่ เป็นสภาพถาวร ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่นิพพาน ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นสภาพที่สงบเย็น ไร้กังวล ไร้ความปั่นป่วนวุ่นวายแม้เล็กน้อยเท่าน้อย ในเมื่อปราศจากทุกข์แม้สักยองใยเช่นนี้ก็ย่อมเป็นสภาพที่มีสุขอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่บรรลุถึง ผู้ที่บรรลุถึงย่อมจะเข้าใจได้แจ่มแจ้งดีกว่านักปรัชญา เรื่องนี้ท่านผู้อ่านพึงทราบไว้เพียงพอสำหรับประดับปัญญา ส่วนการรู้แจ้งเห็นจริงจำต้องปฏิบัติจนบรรลุถึงด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้หมายความว่านิพพานเป็นเรื่องปรมัตถ์ คือเนื้อหาเป็นปรมัตถ์ ส่วนคำที่ใช้และวิธีชี้แจงทั้งหลายเป็นบัญญัติ ซึ่งนักปรัชญาที่สนใจอยากรู้ก็อาจจะตีความด้วยปรัชญาบริสุทธิ์ได้ตามอัธยาศัย

อาจกล่าวได้ว่า พุทธศาสนาในด้านอภิปรัชญา ควรจัดอยู่ในประเภทจิตนิยม (Idealism) เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ปัญญารู้ได้มีความสำคัญมากกว่าวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมะที่ช่วยให้มนุษย์พ้นจากพันธะโดยวัตถุ ปรินิพพานเป็นจุดสุดยอดของธรรมะ เป็นปรมัตถ์และปรมัตถ์สูงสุด จะถึงปรินิพพานได้ต้องเดินตามหลักธรรมะ แม้พุทธศาสนาจะไม่กล่าวถึงองค์สัมบูรณ์อสัมพันธ์ (The Absolute) โดยตรง แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ธรรมะนั่นเองแหละ คือ องค์สัมบูรณ์อสัมพัทธ์

เพราะองค์สัมบูรณ์อสัมพัทธ์ มีความหมายทางปรัชญากว้างกว่าพระเจ้าในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ องค์สัมบูรณ์อสัมพัทธ์กินความถึงสิ่งสูงสุดที่เข้าใจกันในศาสนาและระบบปรัชญาทั้งหลายนั่นเอง เป็นความบกพร่องของปัญญาของมนุษย์เราเอง ที่เข้าใจกันไปต่าง ๆ นานาถึงกับขัดแย้งกันในบางแง่ก็มี เหมือนดวงอาทิตย์ก่อนสมัยวิทยาศาสตร์ ต่างคนต่างเข้าใจกันไปต่าง ๆ นานา จนเป็นเรื่องเป็นราวมากมาย แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังเป็นดวงเดียวกันทุกเมื่อเชื่อวันจนตราบเท่าทุกวันนี้ หาได้กลายเป็นหลายดวงไปตามความคิดเห็นต่าง ๆ ของมนุษย์เราไม่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s