network of thought

network of thought เครือข่ายความคิด

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ชาวกระบวนทรรศน์ที่ 5 พยายามชี้แจงว่า เรื่องเครือข่ายความคิดเป็นเพียงการสมมุติที่เชื่อว่ามีจริงถ่ายทอดกันมา โดยไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริง จึงควรปลดความเชื่อนี้ออกเสียจากความรู้ของมนุษย์ เพื่อความคล่องตัวในการจัดระบบสังคมใหม่บนกระบวนทรรศน์ใหม่ เอกภพก็คือเอกภพที่ดำเนินของมันไปเรื่องโดยไม่คิดอะไรและไม่สำนึกใด ๆ ทั้งสิ้น

เหมือนอย่างประเทศไทย มีความเป็นไปต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติเรื่อย ๆ ไป เราจะแบ่งประเทศไทยออกเป็นกี่จังหวัด กี่อำเภอ กี่ตำบล ก็แล้วแต่ความสะดวกในการจัดบริหารประเทศ ประเทศไทยโดยตัวเองหามีการแบ่งไว้ก่อนแต่ประการใดไม่ เราจะแบ่งอย่างไรก็อาจจะจัดการปกครองได้เป็นอย่างดี จะปรับปรุงการแบ่งเขตใหม่ ก็ย่อมทำได้และจัดการปกครองได้อย่างดีเช่นกัน เอกภพก็เช่นกัน มีความเป็นไปของตนไปตามธรรมชาติเรื่อยไป เรากำหนดเครือข่ายแห่งกฎเกณฑ์อะไรลงไปเพื่อสะดวกในการทำความเข้าใจและถ่ายทอดสื่อความแก่กันด้วยภาษาที่กำหนดขึ้นก็ย่อมทำได้ จะปรับปรุงใหม่ และอาจจะอธิบายได้ดีด้วยก็ได้ ซึ่งอาจจะมีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกันได้ อย่างเช่นระบบเครือเอกภพของนิวทัน (Newton) กับของไอน์ชทนายน์ มีจุดได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่ อาจจะมีผู้เสนอระบบเครือข่ายใหม่ที่อาจจะแก้ไขจุดอ่อนของทั้ง 2 ท่านได้ดีขึ้นก็ได้

ในบรรดาผู้ถือกระบวนทรรศน์ที่ 5 มีบางคนรุดหน้าสุดถึงขั้นปฏิเสธเครือข่ายทั้งหมด เป็นเหตุให้ถูกคัดค้านมาก กลุ่มใหญ่เดินสายกลาง คือรับรู้ถึงประโยชน์ของเครือข่ายที่ปัญญามนุษย์สร้างขึ้นว่ามีประโยชน์สำหรับการศึกษา และการสื่อความหมายแก่กัน แต่จะเชื่อว่าเอกภพมีเครือข่ายตรงตามที่เราคิดคงไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าเอกภพมีฐานรองรับเครือข่ายที่ปัญญามนุษย์กำหนดขึ้น

เหมือนแผ่นดินไทยแม้จะไม่มีเส้นแบ่งจังหวัดตามธรรมชาติ แต่ครั้นเราขีดเส้นแบ่งบนแผนที่และรู้สึกว่าใช้ได้ดีก็เพราะผืนแผ่นดินไทยมีพื้นฐานรองรับการแบ่งบนแผนที่ของเรา ดังที่วิทเกินชทายน์กล่าวว่า ภาษาอุดมการณ์เป็นรูปวาด (picture) ของเอกภพ ไม่ใช่รูปถ่าย (photo) ของเอกภพ ภาษาสามัญเป็นรูปวาดของรูปวาดอีกทีหนึ่งจึงต้องดูว่าการวาดรูปวาดแต่ละครั้งเพื่ออะไร เล่นในเกมไหน จึงจะได้ความหมายเป็นรูปวาดของความเป็นจริงเหมือนภาษาอุดมการณ์

ด้วยวิธีคิดใหม่ทำใหม่ ด้วยปรัชญาใหม่เช่นนี้ ชาวกระบวนทรรศน์ที่ 5 หวังว่าจะค่อย ๆ ลดการยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์เราได้ทีละน้อย ๆ อย่างทั่วถึงและทั่วโลกในที่สุด โดยตั้งความหวังไว้ว่าเมื่อถึงจุดนั้นมนุษย์ทั้งโลกจะเสวนากันเพื่อสันติอย่างได้ผลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเสวนากันสองต่อสองจนถึงระดับโลก ระหว่างนี้ก็ต้องช่วยกันคิดหาคำอธิบายชี้แจงให้แนบเนียนยิ่ง ๆ ขึ้น ช่วยกันเผยแพร่ความคิด ช่วยกันอบรมสั่งสอนผู้ที่ยังไม่รู้ประเด็น และช่วยกันแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่าให้ลุกลามใหญ่โตจนเกินแก้

นี่คือความหวังที่ชาวกระบวนทรรศน์ที่ 5 ได้ริเริ่มและช่วยกันทำมานานแล้ว ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยามหาทมิฬ เริ่มจากวงการเล็ก ๆ ในหมู่นักวิชาการขยายตัวกว้างออกทุกที แตกแขนงออกหลายสายแต่ก็มีเป้าหมายตรงกัน คือแก้ปัญหาการตกลงกันไม่ได้ ถึงกับหันไปใช้ความรุนแรง เหตุร้ายที่กลัวว่าจะเกิดก็ได้เกิดขึ้นแล้วโดยที่เราแก้ไม่ทัน แต่เราก็หวังว่ามนุษย์ทั้งโลกจะได้บทเรียน และจะร่วมมือให้การสนับสนุนการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น คือ ให้อภัยโดยไม่ละเลยความรับผิดชอบที่จะต้องให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายและค้ำประกันความปลอดภัยในอนาคตให้ได้ด้วย กับการแก้ปัญหาระยะยาวคืออบรมพลโลกให้ตระหนักถึงการปรับปรุงกระบวนทรรศน์ให้เหมาะกับยุคโลกาภิวัตน์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s