mysticism

mysticism ขบวนการรหัสยิก

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

แอลเบิร์ทได้ลูกศิษย์ที่สำคัญคือ ธาเมิส อไควเนิส ซึ่งตีความเอเริสทาเทิลตามอรรถกถาของเอเวอเซนเนอ เสริมด้วยดายเออนายเชิสเทียมซึ่งมีแนวโน้มทางเพลโทว์ใหม่ อไควเนิสเขียนหนังสือขึ้นมากมายเพื่อตีความคริสต์ศาสนาด้วยปรัชญาดังกล่าว ยังความภูมิใจให้แก่ผู้เป็นอาจารย์ยิ่งนัก ในปี ค.ศ. 1277 อัครสมณราชตองปีแอร์ (Tempier) แห่งปารีส ประณามการใช้ปรัชญาของเริสทาเทิลอธิบายคริสต์ศาสนา ขณะนั้น อไควเนิสถึงแก่มรณกรรมไปแล้ว 3 ปี

แอลเบิร์ทต้องเดินทางไปปารีสเพื่อป้องกันศิษย์คนโปรดของตน (และป้องกันนโยบายของตนเองด้วย) โดยแยกให้เห็นว่าที่ใช้ไม่ได้นั้นคือเอเริสทาเทิลตามอรรถกถาของเอเวอร์โรอิส ส่วนเอเริสทาเทิลตามอรรถกถาของเอเวอเซนเนอนั้นใช้ได้ดีทีเดียว ปรากฎว่าแอลเบิร์ทชนะ ผู้นิยมเอเริสทาเทิลทั้งหลายจึงพากันสนใจวิธีการของอไควเนิส ได้ชื่อว่ากลุ่มธาเมิส (The Thomists)

ธาเมิส อไควเนิส เป็นชาวอิตาลี โด่งดังในฝรั่งเศส นักพรตเดอมีเนอเคิน ชาวอิตาลีและฝรั่งเศสพากันสนับสนุนแข็งขันเรื่อยมา นักพรตเดอมีเนอเคินชาวเยอรมันที่เข้ากลุ่มธาเมิสมีน้อย เช่น จอห์น เวอร์เซอร์ (John Versor ? -1485) และเฮนริแห่งโกริเคิน (Henri of Gorichen ? -1431) เป็นต้น นักพรตเดอมีเนอเคินชาวเยอรมันส่วนมากสนับสนุนแอลเบิร์ทโดยตรง และเน้นการใช้ลัทธิเพลโทว์ใหม่ตามแบบของดายเออนายเชิสเทียม เช่น เบอร์โธลด์แห่งมอสบวร์ก (Berthold of Mosburg) ฮีวก์แห่งสทราสบูร์ก (Hugh of Strasbourg) เอีลริชแห่งสทราสบวร์ก (Ulrich of Strasburg) จอห์นแห่งฟรายวบวร์ก (John of Freiburg) พวกนี้ได้ชื่อว่ากลุ่มแอลเบิร์ท (Albertists) แม้ที่มหาวิทยาลัยปารีสก็มีกลุ่มแอลเบิร์ทภายใต้การนำของจอห์นแห่งโนวาโดโม (John of Novadomo) ซึ่งเข้มแข็งในการต่อต้านลัทธิธาเมิสและลัทธินามนิยม กลุ่มแอลเบิร์ทนี้แหละเป็นปัจจัยหนี่งที่จะทำให้ลัทธิฌานนิยมเฟื่องในศตวรรษที่ 14

ปัจจัยทางสังคมก็มีส่วนช่วยสนับสนุนลัทธิฌานนิยมมิใช่น้อย การต่อสู้ชิงอำนาจกันระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักรทำให้ชาวเยอรมันแบ่งฝ่ายกันสนับสนุน ชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งจึงแสวงหาที่พึ่งทางใจโดยการเข้าหาพระเป็นเจ้าโดยตรง แทนการผ่านทางองค์การศาสนา การเข้าฌานจึงเป็นเป้าหมายของขบวนการนี้

นักฌานนิยมมีแนวโน้มแยกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งมีอาจารย์เอกเคิร์ท (Meister Eckhart) เป็นผู้นำ ถือว่าปรัชญาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระเป็นเจ้าเพราะการใช้เหตุผลของตนเอง พวกนี้จะสนใจปลูกฝังศรัทธาให้แก่กล้าขึ้นจนได้ฌาน วิธีการนี้ต่อมาได้ชื่อว่า “ความเลื่อมใสแบบใหม่” (modern devotion) อีกพวกหนึ่งมีนีเคอเลิสแห่งคิวเสอ (Nicholas of Cusa) เป็นผู้นำ ถือว่าปรัชญาเป็นเครื่องมือฝึกฝนปัญญาทำให้จิตใจสามารถเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้

นักฌานนิยมบางท่านก็เขียนบันทึกประสบการณ์และความคิดของตนไว้ให้ศึกษา บางท่านก็ไม่ได้เขียนอะไรไว้เลย เราจึงไม่อาจจะศึกษาความคิดของท่านได้ นอกจากจะมีผู้อื่นบันทึกเอาไว้จากคำบอกเล่าของท่าน

นักฌานนิยมที่สำคัยในอดีตที่ทิ้งบันทึกประสบการณ์และความคิดไว้ ที่นับว่าสำคัญมีนักบุญเกรเกอริแห่งนีสเสอ. ดายเออนีเชิสเทียม, นักบุญเบอร์เนิร์ด, ฮีวก์แห่งสำนักเซนตืวีกเทอร์ รีเชิร์ดแห่งสำนักเซนต์วีกเทอร์, นักบุญบาเนอเวนเชอร์, นักบุญเชอร์ทรูด เป็นต้น ท่านเหล่านี้เป็นแบบอย่างและเป็นกำลังใจสำหรับนักฌานนิยมในสมัยนั้น

แนวโน้มของลัทธิฌานนิยมโดยทั่วไปก็คือ มุ่งตัดกิเลส ฝึกฝนคุณธรรมฝึกสมาธิ แสวงหาประสบการณ์ในความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับพระเป็นเจ้า เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเป็นเจ้าและข้อคำสอนอื่น ๆ โดยประสบการณ์ของตนเอง ในการแถลงประสบการณ์ที่ได้รับ มักจะใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบในรูปของสัญลักษณ์ทำให้นักเทววิทยาที่เข้าใจตามตัวอักษรและตามนิยามทางวิชาการ พากันเข้าใจผิดและประณามนักฌานนิยมว่าสอนนอกรีต ขณะนี้เรารู้จักแยกภาษาคนกับภาษาธรรมได้แล้ว การศึกษาความคิดของนักฌานนิยมจึงได้ผล สร้างความทึ่งประทับใจและขยายขอบเขตแห่งความรู้ความเข้าใจของมนุษยชาติลึกซึ้งและกว้างขวางออกไปอีกมาก เราจึงไม่ควรละเลยความคิดของลัทธินี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s