mystical language

mystic

mystical language ภาษารหัสยิก

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

คำสอนของนักฌานนิยมแม้จะเข้าใจได้ยากว่าหมายความอย่างไรแน่ แต่ก็ถูกใจประชาชนทั่วไปมากกว่าคำสอนของนักสร้างระบบปรัชญาเพราะการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบของฌานนิยมมีโวหารน่าอ่าน ประทับใจ ใครจะเข้าใจอย่างไรก็ได้ตามระดับความรู้และประสบการณ์ของแต่ละคน งานเขียนของนักฌานนิยมจึงแพร่หลายมากกว่าระบบปรัชญา แม้จะถูกต่อต้านจากนักปรัชญาที่ไม่เข้าใจลักษณะภาษาธรรมก็ตาม นักฌานนิยมก็มีผู้นับถืออยู่เสมอ หลายท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นทางการจากคริสตจักรคาทอลิกให้เป็นนักบุญหรือบุญราศี แม้ท่านอื่น ๆ ที่ยังมิได้รับการรับรู้อย่างเป็นทางการก็มักจะมีกลุ่มคาริสตชนที่นับถือเป็นการส่วนตัว ในปัจจุบันเราจึงไม่อาจมองข้ามความสำคัญของนักเข้าฌานในวงการวัฒนธรรมได้ เพื่อจะเข้าใจคำสอนของขบวนการนี้จำเป็นต้องตระหนักถึง 4 ระดับของความหมายดังต่อไปนี้

ภาษาคนคือภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวันและในวิชาการต่าง ๆ นอกจากในศาสนาและปรัชญา ภาษาคนมีความหมาย 2 ระดับ คือ ระดับผิวพื้น (surface meaning) กับระดับลึก (deep meaning) ความหมายระดับผิวพื้น ได้แก่ ความหมายที่เราเข้าใจกันในชีวิตประจำวัน เช่น คำว่า “งู” ผู้ฟังย่อมเข้าใจแตกต่างผิดเพี้ยนกันไปต่าง ๆ นานาตามประสบการณ์และอารมณ์ที่แต่ละคนมี เช่น คนชอบกินงูกับคนเกลียดและกลัวงูย่อมเข้าใจไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าใจระดับผิวพื้นต่างกันอย่างไร เราก็พูดกันรู้เรื่อง เพราะเรามีความเข้าใจในระดับลึกเหมือนกัน วิชาการต่าง ๆ พยายามสร้างความเข้าใจในระดับลึกให้ตรงกันมากที่สุด

ภาษาธรรมคือภาษาที่ใช้ในศาสนาและปรัชญา นอกจากจะมีความหมายในระดับผิวพื้น (ตามความเข้าใจของชาวบ้าน) และความหมายในระดับลึก (ตามความเข้าใจของนักวิชาการ) เหมือนภาษาคนแล้ว ยังมีความหมายระดับลึกที่สุด (deepest meaning) ซึ่งเป็นความเข้าใจของศาสดาและผู้ได้ฌานระดับสูง ท่านเข้าถึงแล้วไม่อาจจะอธิบายให้เข้าใจได้โดยตรง พระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา พระเยซูทรงประกาศว่าไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร เล่าจื้อสอนว่า เต๋าที่สอนกันนั้นหาใช่เต๋าที่แท้จริงไม่ เต๋าแท้นั้นสอนกันไม่ได้

แต่ศาสดาทุกองค์ทรงเพียรสอนอย่างไม่หยุดหย่อน ถ้าจะชี้แจงเชิงเปรียบเทียบก็จะกล่าวได้ว่า เปรียบเหมือนศาสดาทรงขึ้นไปถึงยอดเขาเดียวกัน จะตรัสเรียกพวกเราก็ไม่ได้ยิน ท่านจึงเสด็จลงมาองค์ละทางท่านเสด็จลงมาทางไหนท่านก็ทรงสอนตามภาษาสมมุติที่เหมาะสมกับกาละและเทศะพระพุทธเจ้าทรงสอนแบบอินเดีย พระเยซูทรงสอนแบบยิว เล่าจื๊อสอนแบบจีน แต่ทุกท่านก็เน้นให้รับคำสอนเป็นเพียงคำแนะนำแนวทาง แต่ละคนจะต้องแสวงหาธรรมะของตนเองจะต้องเดินทางไต่เขาจนถึงยอดเขาด้วยตนเองจึงจะรู้แจ้งเห็นจริง

ตราบใดที่เรายังไม่สัมผัสปรมัตถสัจโดยตรง เราไม่อาจจะเข้าใจความหมายลึกที่สุดได้โดยตรง เราพยายามศึกษาคำตอบอธิบายของศาสดาต่าง ๆ แล้วเปรียบเทียบโดยวิธีการทุกอย่างเท่าที่รู้จากสาขาต่าง ๆ และใช้ผลสรุปของวิชาการต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน เราพยายามเข้าถึงความหมายอันแท้จริงที่ศาสดาต่าง ๆ และใช้ผลสรุปของวิชาการต่าง ๆ เข้าถึงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้เราจะไม่ได้ความหมายลึกที่สุดก็เชื่อว่าจะได้ความหมายที่ลึกกว่า (deeper) และลึกกว่าลงไปเรื่อย ๆ จนใกล้เคียงความหมายลึกที่สุดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s