More, Sir Thomas

thomasMoor

More, Sir Thomas เซอร์ธาเมิส โมร์

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เซอร์ธาเมิส โมร์ (Sir Thomas More 1478-1535) เป็นผู้คัดค้านพฤติกรรมที่เรียกว่า ลัทธิมาเคียเวลลี (Machievelli)  ที่สำคัญท่านหนึ่ง เกิดภายหลังมาเคียเวลลีเพียง 9 ปี

แปลกที่ว่าธาเมิส โมร์ ต่อต้านลัทธิมาเคียเวลลีโดยไม่รู้จักตัว แม้แต่งานของมาเคียเวลลี ท่านต่อต้านหลักการโดยมิได้ใช้คำมาเคียเวลลีซึ่งท่านไม่รู้จัก แสดงว่า การปฏิบัติตามแบบลัทธิมาเคียเวลลีมีอยู่แพร่หลาย เพียงแต่ไม่มีใครกล้าประมวลขึ้นเป็นหลักการและทฤษฎีเพื่อสอนกัน เพราะถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย ทำได้แต่ไม่กล้าเปิดเผย จนกว่ามาเคียเวลลีจะยกขึ้นมากล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้ว จึงได้มีผู้กล้าสารภาพมากขึ้นว่าเห็นด้วยกับวิถีการเมืองแบบนั้น

เซอร์ธาเมิส โมร์ จึงวิจารณ์ในฐานะผู้แฉความลับของนักการเมืองที่เลว เพื่อตักเตือนมิให้นักการเมืองถือเป็นหลักการ แต่ให้เล่นการเมืองกันอย่างชื่อสัตย์สุจริต เพื่อนำชาติไปสู่สภาพสมบูรณ์พูนสุข ซึ่งท่านประดิษฐ์นามสมมุติให้ว่าเกาะยูโทเปีย (Utopia) คำนี้จึงกลายเป็นศัพท์ หมายถึงอุตมรัฐไป

เซอร์ธาเมิส โมร์ เป็นนักมนุษยนิยม เป็นนักการเมือง และเป็นนักบุญด้วย เกิดในกรุงลอนดอน บิดานามว่าเซอร์จอห์น โมร์ เป็นผู้พิพากษา โมร์เข้าเรียนที่อ๊อกซ์ฟอร์ด เป็นเพื่อนกับอิแรสเมิส เป็นเหตุให้สนใจลัทธิมนุษยนิยมแบบคริสต์ไปด้วย ระหว่างเป็นนักศึกษาสนใจการฝึกจิตใจแบบนักพรตคาร์ทูเซียนของชาวคาทอลิก แต่เห็นว่าจะถือโสดไม่ได้ จึงสละโสดแต่งงานและประกอบอาชีพเป็นนักกฎหมาย ได้เป็นสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี ค.ศ.1515 ถูกส่งไปเป็นทูตที่ฟลานเดอร์ส ประสบการณ์และความประทับใจทั้งหลายในต่างแดน บันดาลใจให้เขียนหนังสือยูโทเบีย อันลือชื่อ 20 ปีต่อมาได้เป็นประธานสภา และในปี ค.ศ.1529 (อายุ 51 ปี) ก็ได้ตำแห่งเสนาบดี 3 ปีต่อมาถูกปลดเพราะไม่สนับสนุนให้กษัตริย์เฮนรีที่ 8 หย่ากับแคเธอรีนแห่งอารากอน และเมื่อคัดค้านการปฏิรูปศาสนาของกษัตริย์องค์เดียวกันก็ถูกจำคุกตลอดชีพและถูกประหารชีวิต ระหว่างถูกคุมขังก็ใช้เวลาว่างเขียนระบายความศรัทธาต่อศาสนาคริสต์แบบคาทอลิก ที่สำคัญที่สุดคือ เสวนาปลอบใจในยามทุกข์ยาก(Dialogue of Comfort Against Tribulation) คริสตจักรคาทอลิกแต่งตั้งเป็นนักบุญ

หนังสือที่ทำให้เซอร์ธาเมิส โมร์ มีชื่อเสียงในวงวิชาการเรื่อยมาคือ ยูโทเปีย(Utopia) คำนี้เป็นภาษากรีก แปลว่า ไม่มีสถานที่ใดเลย (u = ไม่ + topia = สถานที่) เป็นนามสมมุติของเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งพลเมืองปกครองกันเอง และแบ่งงานกันทำด้วยความอารีอารอบต่อกัน ทุกคนใช้เสรีภาพในขอบเขตที่ถูกต้องและทุกคนมีความสุข ไม่มีใครเบียดเบียนใคร และไม่มีใครหวาดระแวงใคร ทุกคนรักและดูแลทรัพย์สินซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างเอาใจใส่ราวกับของตนเอง ทุกคนอยู่กันอย่างพี่อย่างน้องเหมือนคณะนักพรตของศาสนาคริสต์

ยูโทเปีย หนังสือเล่มนี้ไม่เกี่ยวกับการเป็นนักบุญของท่าน แต่เป็นหนังสือประเภทวรรณคดีมนุษยนิยม ซึ่งแทรกปรัชญาการเมืองเข้าไว้ด้วย โมร์สมมุติให้ราฟาเอล ฮิธโลเดย์ (Raphael Hythloday) เป็นผู้เล่าเรื่องเกาะทะเลใต้แห่งนี้ ซึ่งโมร์สมมุติว่าได้ยินและจดจำนำมาเขียน สาเหตุมาจากการที่นักปราชญ์สมมุติกลุ่มนี้ถกปัญหากันว่านักปรัชญาควรแนะนำผู้นำประเทศหรือไม่ ในที่สุดก็พบว่าสังคมของเราบกพร่องตั้งแต่ในโครงสร้าง ราฟาเอลจึงเล่าว่าเกาะยูโทเปียมีพื้นฐานที่ดีกว่า ดังต่อไปนี้

เกาะยูโทเปียเป็นประเทศปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย กว้างยาวประมาณ 200 ไมล์ แบ่งออกเป็น 54 เมือง แต่ละเมืองมีตัวเมืองและหมู่บ้านล้อมรอบ ประมาณ 30 ครอบครัวจะมีหัวหน้าคนหนึ่งซึ่งได้จากการเลือกตั้งทุกปี หัวหน้าหมู่บ้านรวมกันเป็นสภาเมือง แต่ละเมืองส่งผู้แทน 3 คนเข้าเป็นสภาแห่งชาติ ซึ่งจะเลือกประมุขดำรงตำแหน่งตลอดชีพ หากประมุขไม่ปฏิบัติตามธรรมนูญแห่งชาติก็จะถูกถอดและเลือกใหม่

ในประเทศยูโทเปียนี้ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ทุกอย่างเป็นสมบัติส่วนรวม แบ่งหรือหมุนเวียนกันใช้ งานการต่าง ๆ หมุนเวียนกันทำ มีเวลาว่างก็หาความรู้พัฒนาตน เช่น ทุกคนจะต้องทำการเกษตรอย่างน้อย 2 ปี แต่ละครอบครัวจะอยู่บ้านหลังเดิมเกิน 10 ปีไม่ได้ การเปลี่ยนบ้านให้หมุนเวียนโดยการจับฉลาก บ้านแต่ละหลังมีประตูหน้าออกสู่ถนนและประตูหลังเข้าสวนดอกไม้ ทุกคนแข่งขันกันประดับบ้านและบริเวณ แต่ละเมืองมีโรงพยาบาล 4 โรง และทุก ๆ 4 หมู่บ้านมีโกดังเก็บพืชผล 1 แห่ง ไม่มีการค้าและไม่มีการใช้เงิน ของทุกอย่างเป็นสมบัติส่วนรวมแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ใครมีปัญญาให้เรียนสูง ๆ เพื่อทำงานด้านการใช้สติปัญญา เช่น เป็นพระ เป็นทูตต่างประเทศ งานใช้แรงให้ทำวันละไม่เกิน 6 ชั่วโมง เวลาที่เหลือให้พัฒนาจิตใจโดยฟังเทศน์ ฟังธรรม ฟังปาฐกถาต่าง ๆ และชมศิลปะวัฒนธรรม

ชาวยูโทเปียไม่ฆ่าสัตว์เพราะกลัวว่าจิตใจตนเองจะโหดเหี้ยม สัตว์ที่เป็นอาหารจะใช้นักโทษตลอดชีพฆ่า อบายมุขทั้งหลายไม่ปรากฏว่ามี ณ ที่ใดเลย ไม่มีของฟุ่มเฟือย และไม่มีสถานเริงรมย์ แต่มีการแสดงศิลปะประเภทต่าง ๆ เพื่อพัฒนาจิตใจและวัฒนธรรม

ครอบครัวนิยมประเภทผัวเดียวเมียเดียวจนตายไปข้างหนึ่ง การผิดประเวณีมีโทษร้ายแรง จะแต่งงานได้ชายต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 22 ปี และหญิง 18 ปี การหย่าจะกระทำได้ต้องได้รับการอนุมัติจากสภาแห่งชาติ

ชาวยูโทเปียมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างเต็มที่และมีขันติต่อกันอย่างสมบูรณ์ แต่ทุกคนต้องมีศาสนา พวกเขาเคารพศรัทธาของกันและกัน และกฎหมายห้ามการถกปัญหาศาสนาอย่างเด็ดขาด พระให้มีจำนวนเท่าที่จำเป็นสำหรับหน้าที่และมาจากการเลือกตั้ง ใครจะถือโสดหรือไม่ก็ได้

ราฟาเอลสรุปว่าชาวยูโทเปียยังต้องมีกฎหมาย เพราะพลเมืองยังมีความทะเยอทะยาน (ความโลภ) หากไม่มีความโลภเสียอย่าง ปัญหาสังคมจะไม่มี เราจะอยู่กันอย่างมีความสุข

อย่างไรก็ตามราฟาเอลทิ้งท้ายว่าชาวเกาะยูโทเปียมีหลายอย่างที่เราควรนำมาพิจารณาปรับปรุงสังคมของเรา แหละนี่คือปรัชญาการเมืองของเซอร์ธาเมิส โมร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s