Montaigne

Montaigne, Michel Eyquem de la มองแตญ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

Michel Eyquem de la Montaigne มีแชล เอกองแห่งมองแตญ ( 1535-1592) เกิด ณ ตำบลเปรีกอรด์ (Pericord) ซึ่งในปัจจุบันขุดพบร่องรอยของมนุษย์ดึกดำบรรพ์มาก บิดาของมองแตญเป็นนักการเมือง จึงส่งมองแตญให้เรียนวิชากฎหมาย จบแล้วก็เข้ารับราชการเป็นสมาชิกสภา ชีวิตในสภาช่วยให้ได้เห็นความแตกแยกความคิด และมีประสบการณ์กว้างขวางในชีวิต ซึ่งแทนที่จะทำให้มองแตญติดใจ กลับทำให้ปลงอนิจจัง

ครั้นบิดาถึงแก่กรรมมีมรดกเหลือใช้และมีเสรีภาพในการเลือกวิถีชีวิต จึงลาออกจากราชการ ท่องเที่ยวหาความรู้และประสบการณ์เพื่อเขียนหนังสือแสดงความคิดเห็นของตนเอง ได้หนังสือที่สำคัญมีคุณค่าทั้งทางปรัชญาและวรรณคดีมาจนทุกวันนี้ ชื่อหนังสือว่า บทเรียงความ (ฝร. Essais)

มองแตญเริ่มความคิดจากประสบการณ์ของตนเองว่า จากการได้เห็นชนชาติต่าง ๆ ที่มีขนบธรรมเนียมและถือลัทธิศาสนาต่างกัน4 พบได้ว่าในเรื่องเดียวกันคนเราอาจจะคิดและถือต่าง ๆ กันไปได้หลายอย่าง จึงไม่ควรจะยืนยันเด็ดขาดลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง มองแตญจึงคิดว่าคนฉลาดและรอบรู้ย่อมไม่ยืนยันอะไรลงไปอย่างเด็ดขาดตายตัว แต่จะชอบใช้สำนวนว่า ฉันคิดว่า….ฉันเห็นว่า….ฉันรู้อะไรบ้าง (Que sais-je?) ยิ่งกว่าจะบอกว่า ความจริงคือว่า….วิธีเดียวที่จะได้ความแน่นอนก็คือ วิวรณ์จากพระเจ้าโดยตรง ซึ่งจะแน่ใจได้เฉพาะผู้ได้รับวิวรณ์โดยตรงเท่านั้น นี่คือหลักญาณปรัชญาของมองแตญ

อภิปรัชญาของมองแตญเป็นแบบวิมัตินิยม คือมองแตญคิดว่า มนุษย์มิใช่ผู้ยิ่งใหญ่ในเอกภพ มิใช่ศูนย์กลางของเอกภพดังที่เคยเชื่อกันมาแต่ก่อน มนุษย์เป็นเพียงผลิตผลที่บังเอิญเกิดมีขึ้นมาในเอกภพ ความฉลาดของมนุษย์ การใช้เหตุผล และปรีชาญาณของมนุษย์มิได้ทำให้มนุษย์ดีและมีความสุขกว่าสัตว์เดรัจฉาน ตรงกันข้าม สิ่งที่มนุษย์ภูมิใจว่ามีเหนือสัตว์อื่นนั้นเองกลับเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์มีความทุกข์มากกว่าสัตว์ และมีความประพฤติเลวกว่าสัตว์ นอกเสียจากว่ามนุษย์จะยอมปลงตกและหันหน้าเข้าอารีอารอบกันในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์กันในโลกนี้

ทางด้านจริยศาสตร์นั้น มองแตญชักชวนให้มนุษย์ร่วมทุกข์กันทั้งโลก ให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นพี่น้องร่วมทุกข์กันทั้งโลก โดยสละการยึดมั่นถือมั่นกันเสียให้หมดทั้งโลก แล้วให้ยึดหลักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นมาตรการสำหรับทุกคน ให้ทุกคนพร้อมที่จะปรับปรุงวิถีทางทั้งด้านความคิดและการปฏิบัติได้พร้อมสรรพเพื่อความผาสุกร่มเย็นของพี่น้องร่วมโลก วิธีพัฒนาบุคคลที่ดีที่สุดก็คือปล่อยให้แต่ละคนพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจไปเองตามธรรมชาติ เพราะว่าธรรมชาติสร้างมนุษย์มาดีแล้ว และจิตใจมนุษย์ก็ดีเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ การป้อนความคิดในแนวใดแนวหนึ่งให้ก็ดี หรือการฝึกฝนอบรมจิตใจในอุดมการณ์หนึ่งก็ดี เป็นเหตุให้การตัดสินใจของผู้ถูกอบรมไขว้เขว การอบรมสั่งสอนที่ถูกต้องจึงควรแต่เพียงกระตุ้นให้ผู้รับอบรมพบวิถีทางของตนเอง โดยไม่ยัดเยียดหรือเสนอแนวทางใดให้เลย

ปรัชญาการเมืองของมงแตญโด่งดังมากในวงวิชาการ เพราะมงแตญเป็นคนแรกที่เสนอให้แยกการใช้อำนาจทางการเมืองเป็น 3 ฝ่ายเพื่อถ่วงดุลกันและกัน เนื่องจากมงแตญคิดว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาดีเองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว สังคมจึงมีหน้าที่ค้ำประกันเสรีภาพของแต่ละบุคคลให้ได้พัฒนาตนตามธรรมชาติ โดยป้องกันไม่ให้มีการฝืนธรรมชาติ ไม่มีการจำกัดเสรีภาพ และไม่ให้มีการยัดเยียดระบบความคิดไม่ว่าในด้านใด เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เกิดผลเสียแก่ตัวบุคคลและแก่สังคม

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว และเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจในสังคมถือโอกาสแสวงหาประโยชน์ใส่ตน มงแตญเสนอให้แบ่งอำนาจปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ให้แต่ละฝ่ายมีอำนาจเด็ดขาดในข่ายของตนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จะได้คุมกันและกันให้ใช้อำนาจตามเกณฑ์แห่งความยุติธรรม ซึ่งจะสังเกตได้จากความเป็นไปตามธรรมชาติ ดังนั้น เหตุผลที่แต่ละฝ่ายจะยกขึ้นอ้างสนับสนุนการใช้อำนาจของตนก็คือ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและสามัญสำนึก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s