Molina on philosophy of religion

Molina on philosophy of religion โมลินากับปรัชญาศาสนา

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

การรู้ล่วงหน้าของพระเจ้ากับใจเสรีของมนุษย์ การรู้ล่วงหน้าของพระเจ้าเป็นตัวการกำหนดการตัดสินใจของมนุษย์หรือไม่ ฝ่ายสนับสนุนออเกิสทีนอย่างจัด ย่อมจะสรุปว่าการรู้ล่วงหน้าของพระเจ้าย่อมเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจของมนุษย์และลิขิตชีวิตของมนุษย์ ซึ่งยากที่จะรับรองว่ามนุษย์มีใจเสรีอย่างแท้จริง และยากที่จะรับรองความยุติธรรมของพระเจ้าได้ นอกจากจะอ้างว่าเป็นเรื่องลึกลับภายในของพระเจ้า ซึ่งเราต้องยอมรับโดยศรัทธาว่าพระเจ้าต้องมีความยุติธรรมอย่างแน่นอน ธาเมิส อไควเนิส แก้ไขปัญหานี้โดยแถลงว่าพระเจ้าทรงรู้ในนิรันดรภาพ จึงไม่มีผลบังคับการตัดสินใจของมนุษย์ในเวลา การรู้ของพระองค์จึงมิใช่สาเหตุให้มนุษย์ตัดสินใจ แต่ทว่าการตัดสินใจของมนุษย์ต่างหากเล่าที่เป็นสาเหตุให้พระองค์ทรงรู้ในนิรันดรภาพ อไควเนิสมิได้อธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ โมลีนาคิดว่าแนวคิดใหม่ของตนจะสามารถอธิบายแนวคิดของอไควเนิสได้ดีขึ้น ว่าการรู้ล่วงหน้าของพระเจ้าไม่เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจของมนุษย์ โดยแยกความรู้ของพระเจ้าออกเป็น 3 ประเภท คือ

1) ความรู้โดยธรรมชาติ (natural knowledge) ซึ่งหมายความว่าเป็นความรู้จากธรรมชาติของพระเจ้าเอง พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์จากการรู้ธรรมชาติของพระองค์เอง ทั้งนี้สืบเนื่องจากข้อคิดของอไควเนิสว่าพระเจ้าคือกฎเกณฑ์ของทุกสิ่ง เป็นความรู้ถึงสิ่งที่จำเป็นต้องเป็นไป
2) ความรู้เสรี (free knowledge) เป็นความรู้ว่าพระองค์เองทรงพระประสงค์สิ่งใด ซึ่งไม่ขึ้นกับพระธรรมชาติของพระองค์ในส่วนที่ตายตัวและจำเป็น แต่ขึ้นกับพระธรรมชาติของพระองค์ในส่วนที่ไม่ตายตัวและไม่จำเป็น พระองค์อาจจะเลือกประสงค์อย่างนี้หรืออย่างโน้นก็ได้
3) ความรู้กลาง ๆ (middle knowledge) อันเป็นความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าพระองค์เองอาจจะมีพระประสงค์ คือขึ้นกับเงื่อนไขว่าถ้าพระองค์มีพระประสงค์ก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทว่าขณะที่รู้นั้นยังไม่มีพระประสงค์ ต่อเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง จึงจะมีพระประสงค์ สิ่งที่พระองค์รู้ด้วยความรู้ระดับนี้ จึงมิใช่อนาคตธรรมดา (future) แต่เป็นอนาคตที่อาจจะเป็น (futurable) โมลีนาคิดว่าความรู้อนาคตของพระเจ้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจของมนุษย์อยู่ในประเภทที่ 3 นี้แหละ เพราะขึ้นกับเงื่อนไขว่ามนุษย์จะตัดสินใจอย่างไร พระองค์จึงจะมีพระประสงค์ร่วมทำการหรือช่วยเป็นกรณี ๆ ไป

การรู้ของพระองค์จึงไม่เป็นสาเหตุของมนุษย์ และไม่เป็นผลของการตัดสินใจของมนุษย์ด้วย แต่เป็น 2 สิ่งที่เป็นอิสระต่อกัน แต่ทว่าร่วมเป็นสาเหตุในเหตุการณ์เดียวกันโดยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่คู่ขนานกันอย่างที่ลัทธิโอกาสนิยม(occasionism) ยืนยัน
คำอธิบายของโมลีนาแก้ปัญหาได้ไม่สมบูรณ์ ฝ่ายค้านจึงใช้ช่องโหว่ค้านกันเป็นการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนก็ช่วยกันหาเหตุผลแก้คำค้าน ยิ่งถกเถียงเรื่องก็ยิ่งปานปลาย ผู้ถกเถียงก็ยิ่งเพิ่มกิเลสในตัว เพราะเหตุนี้แหละสันตะปาปาหลายพระองค์จึงทรงระงับเหตุด้วยการขอร้องให้เลิกทะเลาะกัน และให้เคารพความคิดเห็นของกันและกัน เพราะถือว่าเป็นความคิดประเภทอจินไตย เถียงกันไม่มีวันจบ เอาชนะกันไม่ได้ มีแต่เสียทั้ง 2 ฝ่าย ที่สำคัญก็คือ การที่ตกลงเรื่องนี้กันไม่ได้หาได้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตนเพิ่มพูนความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ ขอแต่อย่าให้เลยเถิดเกินไปเท่านั้น ทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้ตอบสนองอย่างดี เรื่องเล็กจึงไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ หันมาร่วมมือกันจรรโลงศาสนจักรให้ก้าวหน้าพัฒนาจนทุกวันนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีควรยึดถือปฏิบัติในกรณีอื่น ๆ ด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s