Molina, Luis

Molina, Luis ลุอีส โมลีนา

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ลุอีส โมลีนา (Luis Molina 1536-1600) เป็นชาวสเปนเกิดที่เมืองคุเอนคา (Cuenca) เรียนที่อัลคาลา สมัครเข้าถือพรตในคณะเยสุอิตเมื่ออายุได้ 17 ปี เข้าเรียนในคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งโคอิมบรา (Coimbra) เป็นลูกศิษย์ของเปโดร ฟอนเซคา เรียนจบแล้วสอนอยู่ที่นั่น 15 ปี หลังจากนั้นก็พักสอนเพื่อเขียนหนังสือ ได้หนังสือที่สำคัญที่สุด คือ

อรรถกถาธิบายบางข้อในภาคแรกของธาเมิส อไควเนิส ว่าด้วยการเข้ากันได้ระหว่างใจเสรีกับพระหรรษทาน กับความรู้ล่วงหน้าของพระเจ้า กับพระญาณสอดส่อง กับเทวลิขิตและกับการลงโทษคนบาป (ลต. Concordia liberi arbitrii cum gratiae donis, divina praescientia, providentia, praedestinatione et reprobatione ad nonnullos Primae Partis Thomae articulos) ซึ่งนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า การเข้ากันได้ (Concordia)

ในหนังสือเล่มนี้โมลีนาเสนอความคิดว่า แม้พระเจ้าจะทรงช่วยมนุษย์อย่างไร และทรงรู้เห็นอย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ยังมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตของตนเอง โมลีนาถือว่าความคิดนี้เป็นการตีความความคิดของอไควเนิสนั่นเอง ถูกค้านอย่างหนักจากฝ่ายที่สนับสนุนความคิดของออเกิสทีนที่ว่า “ปราศจากความช่วยเหลือของพระเจ้า เราไม่สามารถทำดีอะไรได้เลย” ผู้ที่สนับสนุนก็มีมาก ส่วนมากเป็นนักพรตคณะเยสุอิต การถกเถียงในประเด็นนี้ได้ชื่อทางประวัติศาสตร์ว่า ข้อพิพาทเรื่องความช่วยเหลือ (ลต.Controversia de Auxiliis = Controversy on the Assistances) ซึ่งคุกรุ่นในสเปนระหว่าง ค.ศ.1581-1597 และย้ายไปคุกรุ่นที่กรุงโรมระหว่างปี ค.ศ.1598-1607 จนสันตะปาปาพอลที่ 5 ต้องขอร้องให้เลิกรากันไป เพราะเกรงว่าจะเป็นชนวนให้เกิดการแตกแยกได้ เรื่องจึงได้สงบโดยให้เสรีภาพแก่แต่ละคนจะเชื่อตามฝ่ายไหนก็ได้ในเรื่องนี้

ฝ่ายสนับสนุนโมลีนาพัฒนาไปจนได้ลัทธิซูเออเรซ (Suarezianism) และยังพัฒนาต่อมาจนทุกวันนี้ในแนวทางที่พยายามประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น ส่วนฝ่ายคัดค้านก็พัฒนาความคิดไปเช่นกันจนได้ลัทธิสุดโต่งที่ลัทธิยันเซนส์ (Jansenism) ครั้นเมื่อลัทธิยันเซนส์ถูกห้ามปรามโดยสันตะปาปาอีนเนอเสินท์ที่ 10 (Innocent คอ.1644-55) ในปี ค.ศ.1653, 1654 และ 1656 ฝ่ายนี้ก็มีแนวโน้มอ่อนข้อลงและมุ่งสู่การประนีประนอม ในปัจจุบันยังเป็นปัญหาเปิดสำหรับการค้นคว้าวิจัยกันต่อไปในขอบข่ายของมารยาทและความเหมาะสม

โมลีนาถือว่าตนเป็นศิษย์ของอไควเนิสในทางปรัชญา และพยายามจะตีความความคิดของอไควเนิสตามที่ตนคิดว่าน่าจะถูกต้อง เช่น เรื่องภวันต์ โมลีนาแถลงว่าภวันต์มี 2 ชนิด คือ ภวันต์โดยตนเอง (Being by Itself) อันได้แก่พระเจ้า และภวันต์โดยการมีส่วน (beings by participation) อันได้แก่สิ่งสร้างทั้งหลาย

ความแตกต่างระหว่างภวันต์ 2 ชนิดนี้ก็คือว่า ในพระเจ้าผู้ทรงเป็นภวันต์โดยตนเองนั้น สารัตถะกับภู (essence and to-be) เป็นสิ่งเดียวกัน ส่วนในสิ่งสร้างนั้นสารัตถะกับภูไม่ใช่สิ่งเดียวกัน สารัตถะของสิ่งสร้างจึงสามารถรับภูระดับต่าง ๆ กันได้ เช่นอาจจะเป็นภูบริสุทธิ์ในทูตสวรรค์ เป็นภูของสสารบริสุทธิ์ในสสารดั้งเดิม (prime matter) หรือเป็นภูของสสารที่มีจรสมบัติ (accident) ประกอบ เช่น เก้าอี้ตัวนี้ ต้นไม้ต้นนี้ คน ๆ นี้ เป็นต้น

ความเป็นสาเหตุ จากความคิดเรื่องภวันต์ โมลีนาก็สรุปถึงปัญหาอื่นในอภิปรัชญา เช่น เรื่องการเป็นสาเหตุว่า พระเจ้าทรงเป็นสาเหตุทั่วไป (general cause) ของทุกสิ่ง คือทรงเป็นสาเหตุแห่งภูรวมของทุกสิ่ง และทรงเป็นสาเหตุเฉพาะของภูเฉพาะทั้งหลายด้วย นั่นคือพระองค์ทรงเป็นสาเหตุให้ทุกสิ่งมีขึ้นมาได้ และค้ำจุนให้คงมีอยู่ต่อไป สิ่งสร้างทั้งหลายเป็นสาเหตุได้เฉพาะในส่วนเปลี่ยนจากภูหนึ่งมาเป็นอีกภูหนึ่งเท่านั้น เช่น ทำให้หญ้าเป็นปุ๋ยไปได้ แต่จะทำให้ภูมีขึ้นมาจากความเปล่าและสูญหายเป็นเปล่าไปไม่ได้

ใจเสรี โมลีนาเน้นว่า ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์เหนือสิ่งสร้างอื่น ๆ ทั้งหลายก็ตรงที่เป็นสิ่งสร้างที่มีเสรีภาพ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีใจเสรี ทรงยอมให้มนุษย์ใช้เสรีภาพได้อย่างเสรี และทรงเคารพเสรีภาพที่ได้ทรงประทานแก่มนุษย์ มนุษย์จึงพึงใช้เสรีภาพให้สมศักดิ์ศรีของตน โดยมีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่เช่นกัน

เสรีภาพของสัตว์มีความหมายตรงข้ามกับการถูกกีดกัน เสรีภาพที่มนุษย์มีนั้น ควรจะเรียกว่าใจเสรี คือ เป็นคุณสมบัติของใจที่จะเลือกทำหรือไม่ทำตามความเคยชินและสัญชาตญาณก็ได้ และจะเลือกทำอย่างไรก็ได้ตามที่ปัญญาจะเห็นทางเป็นไปได้

ใจเสรีอย่างนี้จะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้าไหม ตรงนี้แหละที่มีปัญหาคือ ฝ่ายสนับสนุนออเกิสทีนถือว่าในการตัดสินใจทุกครั้งของมนุษย์นั้นพระเจ้าทรงเป็นสาเหตุที่จำเป็น และถ้ามนุษย์ตัดสินใจทำดีก็ย่อมได้รับความช่วยเหลือพิเศษจากพระเจ้าอีกขั้นหนึ่ง เรียกว่าพระหรรษทานปัจจุบัน(actual grace) แต่โมลีนาคิดว่า ในการตัดสินใจแต่ละครั้งมนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกอย่างเต็มที่ คือ มนุษย์เป็นสาเหตุของการตัดสินใจของตนเองอย่างเต็มที่ พระเจ้าทรงเป็นสาเหตุร่วมในฐานะเป็นผู้สร้างใจเสรีให้กับมนุษย์เท่านั้น และหากมนุษย์เลือกทำดีก็เป็นความดีในน้ำใจของมนุษน์เองอย่างเต็มที่ พระหรรษทานปัจจุบันหมายความเพียงแต่ว่าพระเจ้าทรงดลใจชี้แนะและกระตุ้นใจในระดับเหนือธรรมชาติ หรือระดับอุตรภาวะ ซึ่งก็หมายความว่าเฉพาะผู้ที่มีความเชื่อและมีชีวิตพระเจ้าเท่านั้นจึงจะมีญาณล่วงรู้ได้ โมลีนาจึงเรียกความร่วมมือของพระเจ้าในการใช้เสรีภาพของมนุษย์ว่าเป็นสาเหตุที่เป็นอุเบกขา (indifferent cause)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s