mind-body relation

mind-body relation ความสัมพันธ์จิต-กาย

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ผู้มีความเชื่อจักรกลนิยม หากไม่เชื่อว่ามีจิต ก็ไม่เห็นว่ามีปัญหา อย่างเช่นความคิดของดิมาเครอเทิส ฮับส์ ฮอลบัค ฯลฯ สำหรับผู้ที่เชื่อเรื่องจิตด้วยก็จะมีปัญหาอย่างแน่นอนว่ากฎเกณฑ์ของจิตจะเป็นส่วนหนึ่งหรือสอดคล้องกับเครือข่ายของเอกภพหรือไม่ หรือว่าจะต้องมีอีกเครือข่ายหนึ่งเป็นอิสระจากเครือข่ายของเอกภพสำหรับรองรับ แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักคิดที่คิดว่าจิตเป็นคนละเรื่องกับสสาร แต่ก็จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน และจะเข้าใจความสัมพันธ์ได้อย่างไร โดยกายก็ยังเป็นกายและจิตก็ยังเป็นจิต อย่างเพลโทว์ก็มองว่ากายเป็นคุกของวิญญาณ เซนต์ออเกิสทีนก็มองว่ากายเป็นเงื่อนไขทดลองความแข็งแกร่งของวิญญาณ เหมือนเบ้าเป็นโอกาสให้ทองคำได้ซักฟอกตัวเองและยกคุณภาพให้สูงเด่นขึ้น ส่วนเดการ์ตพยายามชี้แนวคิดใหม่ว่าจิตและกายมีหน้าที่และบทบาทร่วมมือกัน

เดการ์ตสอนว่าจิตเป็นตัวฉันที่คิด (the thinking I) และไม่มีปริมาตร ส่วนกายมีปริมาตร (extension) และไม่คิด จึงแตกต่างกันเป็นคนละเรื่อง จะอยู่ภายใต้ระบบเครือข่ายแห่งกฎเกณฑ์เดียวกันไม่ได้ แต่ก็ต้องร่วมมือกันเพื่อความดีสูงสุดของมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของทั้งกายและจิต ทั้งนี้ก็เพราะว่าต่างฝ่ายต่างก็ทำได้ในขอบเขตจำกัดของตน หากร่วมมือกันก็จะขยายขอบเขตให้กว้างออกไป เหมือนคนขาเสียแต่ตาดี กับคนตาบอดแต่ขาดี หากให้คนขาเสียขี่คอคนตาบอด ก็จะไปไหนมาไหนได้อย่างกว้างขวาง จิตจึงเหมือนคนตาดีแต่ขาไม่แข็งแรงเดินไม่ได้ ส่วนกายเปรียบเหมือนคนตาบอดมองไม่เห็น แต่ขาแข็งแกร่ง เป็นต้น ดังนั้น เดการ์ตจึงกำหนดข้อคำสอนไว้ว่า

1. ไม่มีสิ่งใดที่คิดและมีขนาดด้วย
2. จิตคือสิ่งคิดและไม่มีขนาด
3. กายคือสิ่งมีขนาด
4. จิตแบ่งส่วนไม่ได้ (เพราะไม่มีขนาด)
5. กายแบ่งส่วนได้ (เพราะมีขนาด)

จิตในฐานะวิญญาณของคน ๆ หนึ่งย่อมสถิตอยู่ทั่วกายของคน ๆ นั้น และติดต่อกับกายตรงจุดต่อมพายนีล (pineal) อยู่ตรงท้ายทอย
ความคิดของเดการ์ตจึงจัดอยู่ในประเภททวินิยม คือ จิตและสสารมีจริงด้วยกันทั้ง 2 อย่าง และด้วยสถานภาพนี้เดการ์ตมั่นใจว่าตนสามารถรักษาปรัชญาจักรกลนิยมที่กำลังฮิตกันในขณะนั้น และขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเชื่อต่อจิตหรือวิญญาณตามคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งสอนว่าเมื่อคนเราตายวิญญาณจะออกจากร่างกาย ซึ่งแสดงว่าจิตสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องอยู่ในร่างกาย ส่วนกายก็ยังคงธำรงความเป็นสสารภายใต้กฎจักรกลต่อไป แม้ไม่มีวิญญาณสิงสถิต คือถ้าไม่มีชีวิตก็มีสภาพเป็นก้อนสสารที่มีองค์ประกอบซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปตามสูตรเคมี แต่ถ้ามีชีวิตก็เป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่กลไกยังทำงานประสานกันดี ก็คุมกันทำงานเพื่อรักษาสถานภาพหุ่นยนต์ไว้ให้นานที่สุดตามความสมบูรณ์ของชีวิตแต่ละชนิดของพืชและสัตว์ ถ้าเป็นร่างกายของมนุษย์ก็เป็นหุ่นยนต์ที่มีความสมบูรณ์และซับซ้อนเป็นพิเศษ พร้อมทั้งมีกลไกที่ต่อมพายนีล เพื่อเชื่อมโยงกับจิตได้ เหมือนสถานีรับสัญญาณดาวเทียมได้ เมื่อรับแล้วก็ยังเชื่อมโยงไปถึงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายบางจุด เพื่อให้ส่วนนั้น ๆ รับคำสั่งและปฏิบัติตามคำสั่งของจิตได้ด้วย แม้สมัยนั้นยังไม่มีหุ่นยนต์และเดการ์ตเองยังไม่รู้จักคำ “หุ่นยนต์” แต่คำอธิบายของเดการ์ตก็พอเทียบได้กับหุ่นยนต์ (automaton, robot) อย่างไรก็ตามจิตสั่งกายให้เบี่ยงเบนหรือเปลี่ยนทิศทางการทำงานของร่างกายหุ่นยนต์ได้ แต่จะเพิ่มจะลดพลังการทำงานของร่างกายหุ่นยนต์หาได้ไม่

สเพอโนเสอ ละทิ้งทวินิยมแบบเดการ์ต เข้าสู่ลัทธิสรรพเทวนิยม คือมีพระเจ้าองค์เดียวที่เป็นจริง ซึ่งมี 2 คุณลักษณะ (distribute) คือจิต (คิด) และสสาร (มีขนาดอย่างไพศาล) ทั้ง 2 คุณลักษณะแบ่งส่วนออกเป็นหน่วยย่อยที่แสดงออกเป็นสิ่งต่าง ๆ ในเอกภพ แยกเป็น 2 อาณาจักรอิสระต่อกัน ติดต่อกันไม่ได้ คุณลักษณะของความคิด (attribute of thought) แบ่งย่อยออกเป็นอัญรูปของความคิด (mode of thought) อันได้แก่ดวงจิตต่าง ๆ และคุณลักษณะของขนาด(attribute of extension) แบ่งย่อยออกเป็นอัญรูปของขนาด (mode of extension) อันได้แก่หน่วยวัตถุต่าง ๆอัญรูปของจิตและอัญรูปของขนาดไม่มีจุดเชื่อมโยงสัมพันธ์กันได้ไม่ว่าด้วยประการใด
ไลบ์นิซ สอนว่าสิ่งทั้งหลายเป็นโมนาดซึ่งแสดงตัวออกเป็นจิตหรือสสารก็ได้ แต่ละหน่วยเป็นเอกเทศไม่มีหน้าต่างเปิดให้ติดต่อกับหน่วยอื่น ๆ ได้ จึงไม่เห็นด้วยกับเดการ์ตที่ว่าจิตสั่งเปลี่ยนทิศทางพลังของร่างกายหุ่นยนต์ได้

โอกาสนิยม(Occasionalism) ซึ่งเป็นความเชื่อของสเพอโนเซอ ไลบ์นิซ เกอลิงซ์ (Geulincx 1624-69) และมัลบลองช์ (Malebranche 1638-1715) สอนว่าจิตกับกายไม่มีจุดติดต่อสัมพันธ์กันก็จริง แต่พระเจ้าก็ได้ทรงใช้ฤทธานุภาพของพระองค์ กำหนดให้จิตกับกายทำงานประสานกันได้อย่างดีทุกจุด เหมือนตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไว้ตามเวลากำหนดโดยอัตโนมัติ เช่น จิตของนาย ก. สั่งให้ปากพูดสวัสดี ปากก็ขยับพูด “สวัสดี” โดยไม่ได้รับคำสั่งจากจิต แต่พระเจ้าได้ตั้งเวลาไว้ให้ปากขยับพูดตรงเวลากันพอดีกับความคิด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s