Marsilius of Padua

Marsilius of Padua มาร์ซีเลียสแห่งเพดัว

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

มาร์ซีเลียส (Marsilius of Padua 1280-1343) เป็นชาวอิตาลี เริ่มเรียนกฎหมาย เป็นอาจารย์ และเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยปารีสวาระหนึ่ง (ค.ศ. 1312 – 3) กลับไปอิตาลีและสนใจเรียนปรัชญาและเทววิทยาจากพีเทอร์แห่งอเบโนว์ (Petre of Abano) รับใช้สันตะปาปาในวังอาวีญองจนได้รับการโปรดปราน และได้ตำแหน่งรับผลประโยชน์ (benefice) ในท้องที่เพดัวในอิตาลี กลับไปสอนที่ปารีส ร่วมมือกับจอนห์แห่งเจนเดิน ( John of Jandun) เขียนต่อต้านอำนาจการเมืองของสันตะปาปา ถูกประณามในปี ค.ศ. 1326 จึงหนีไปพึ่งจักรพรรดิลุดวิกแห่งบาวาเรียด้วยกันทั้ง 2 คน ต่อจากนั้นก็ช่วยกันเขียนหนังสือสนับสนุนอำนาจของจักรพรรดิแห่งมหาอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์ หนังสือที่เลืองลือมีชื่อว่าปกป้องสันติภาพ ( ลต. Defensor Pacis)

มาร์ซีเลียสมีความรักชาติในสายเลือด รู้สึกอนาจใจในสภาพของคาบสมุทรอิตาลีซึ่งเสื่อมโทรมลงอย่างไม่มีผู้รับผิดชอบ สันตะปาปาฝรั่งเศสที่อาวีญองดำเนินนโยบายโดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศอิตาลี มาร์ซีเลียสคิดว่าทางแก้ไขมีทางเดียว คือ ต้องขจัดอำนาจทางการเมืองของสำนักสันตะปาปาให้หมดสิ้น เพื่อสร้างอาณาจักรอิตาลีที่เป็นอิสระจากศาสนาอย่างสิ้นเชิง แม้จะได้รับการโปรดปรานจากสันตะปาปาไม่อาจคิดเป็นอย่างอื่น ยังโจมตีนโยบายจนถูกประณาม ในเมื่อไม่ยอมเปลี่ยนความคิดก็จำเป็นต้องลี้ภัยไปพึ่งราชสำนักของจักรพรรดิลุดวิกแห่งบาวาเรียซึ่งกำลังวางองค์เป็นคู่ปรับกับสันตะปาปาอยู่อย่างเข้มข้น มาร์ซีเลียสพยายามใช้ความรู้ทางกฎหมาย ปรัชญา เทววิทยา และวาทศิลป์ร่วมกันเพื่อเสนอข้อคิดอย่างน่าจูงใจ ทำให้ทฤษฎีของท่านมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง

มาร์ซีเลียสชี้ให้เห็นว่า อำนาจทางการเมืองของสันตะปาปาไม่มีพื้นฐานค้ำจุนจากพระคัมภีร์เลย เป็นเพียงกฎหมายที่สำนักสันตะปาปากำหนดขึ้นมาเองเท่านั้นซึ่งมาร์ซีเลียสก็ได้สืบสาวให้เห็นจากลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ว่า อำนาจดังกล่าวก่อตัวและพัฒนาตัวมาอย่างไร มาร์ซีเลียสเห็นว่าการที่สันตะปาปาแทรกแซงเข้ามาช่วงชิงอำนาจการเมืองจากประชาชน เป็นเหตุให้รัฐไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่สร้างความสงบสุขแก่ประชาชนได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้รัฐปฏิบัติหน้าที่ได้ตามเป้าหมาย อำนาจปกครองต้องมาจากประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ศาสนาควรเป็นสถาบันหนึ่งของรัฐและอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ไม่ใช่เป็นผู้ควบคุมรัฐดังที่เป็นอยู่

กฎหมายที่ถูกต้องและยุติธรรม จะต้องออกมาเพื่อรักษาความสงบสุขในสังคม มิใช่เพื่อประโยชน์ของคนคนหนึ่งหรือบุคคลกลุ่มหนึ่ง ในเมื่อสถาบันศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ รัฐมีสิทธิและหน้าที่ควบคุมกฎเกณฑ์ทุกอย่างทางศาสนา และเมื่อมีปัญหาว่ากฎหมายข้อใดขัดกับกฎธรรมชาติหรือกฎของพระเป็นเจ้า ก็เป็นสิทธิและหน้าที่ของรัฐเช่นกันที่จะชี้ขาด และรัฐอาจจะพิจารณายกเว้นเฉพาะกรณีเมื่อมีความจำเป็นหรือมีประโยชน์สำหรับความสงบสุขของรัฐ กรณีที่เป็นจริงในขณะนั้นเป็นตัวอย่าง เช่น มาร์ซีเลียสคิดว่า จักรพรรดิลุดวิกมีอำนาจยกเว้นให้โอรสของพระองค์เองหย่ากับชายาเพื่อแต่งงานใหม่อย่างถูกต้องได้

ระบอบการปกครองที่จะประกันกฎหมายยุติธรรมได้ จะต้องเป็นระบอบสาธารณรัฐ มีประมุข (ลต.princrps = the prince) มาจากการเลือกตั้ง เพื่อควบคุมและรับผิดชอบนโยบายทั้งหมดของรัฐ โดยทางคณะบริหารและคณะตุลาการแต่ประมุขจะต้องบริหารตามมติของสภานิติบัญญัติซึ่งมาจากการเลือกตั้ง หากประมุขทำผิดกฎหมายก็จะถูกถอดและถูกลงโทษตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ในระหว่างศตวรรษที่ 14 ไม่สู้จะมีผู้สนใจความคิดของมาร์ซีเลียสนักและงานเขียนก็ไม่ปรากฏว่ารู้จักกันแพร่หลาย หลังจากการปฏิรูปศาสนานั่นแหละ ฝ่ายโปรเตสแตนต์จึงได้เผยแพร่งานของมาร์ซีเลียสอย่างกว้างขวาง มีผลทำให้สำนักสันตะปาปาสูญเสียอำนาจทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงในเวลาต่อมา และในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้มีการเปลี่ยนระบอบปกครองประเทสเป็นผลพลอยได้

อันที่จริงมาร์ซีเลียสเองมิได้ตั้งใจจะปฏิรูประบอบปกครองมากนักทั้งมิได้ตั้งใจสนับสนุนอำนาจของจักรพรรดิมากนักด้วย จุดมุ่งหมายประการแรกของมาร์ซีเลียสก็คือ ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายของคาบสมุทรอิตาลีได้ ทฤษฎีต่าง ๆ ที่มาร์ซีเลียสเสนอขึ้นมานั้นก็เพื่อสร้างประเทศอิตาลีให้เป็นปึกแผ่นและสงบสุขเป็นสำคัญ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s