Malebranche on existence of God

Malebranche on existence of God มัลบรองซ์ว่าด้วยพระเจ้า

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

การมีอยู่ของพระเจ้า เป็นมโนคติชัดเจนไม่ต้องการข้อพิสูจน์ เพียงแต่สำรวจดูความคิดของเราก็พอ เพราะไม่ว่าจะคิดอะไรก็เป็นภวันต์ทั้งสิ้น เป็นส่วนหนึ่งของภวันต์ใหญ่ที่ไม่มีขอบเขต ภวันต์ที่ไม่มีขอบเขตนั้นต้องสมบูรณ์ทุกอย่าง จึงต้องมีอยู่จริง เพราะฉะนั้นเราเห็นแจ้งว่าต้องมีพระเจ้าในฐานะเป็นผู้ให้ความแจ่มแจ้งแก่ความรู้ทุกอย่าง

ธรรมชาติของพระเจ้า มโนคติต่าง ๆ ที่อยู่ในปัญญาของเราอย่างเช่น ความจำเป็น(necessity), การไม่เปลี่ยนแปลง(immutability), นิรันดรภาพ(eternity) และสิ่งสากล(universals) ทั้งหลาย เราเห็นว่าไม่สามารถจะมีได้ในวัตถุเฉพาะหน่วย และไม่อยู่ในสมรรถนะของปัญญาของเราที่จะผลิตขึ้นมาได้เอง จึงต้องเชื่อตามคำสอนของออเกิสทีนว่า พระวจนะ (The Word of God) บรรจุสิ่งเหล่านี้ไว้ทั้งหมด เพราะพระองค์ไม่มีขอบเขตจึงสามารถบรรจุสิ่งไม่มีขอบเขต ความรู้ทุกอย่างจึงอาจจะเพ่งพินิจได้ในพระเจ้า รวมทั้งเนื้อหาวิทยาศาสตร์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณิตศาสตร์ด้วย แนวคิดเช่นนั้นได้ชื่อว่าลัทธิภววิทยานิยม (ontologism)

เดการ์ตแยกจิตกับกายอย่างเด็ดขาด จิตมั่นใจในความรู้แบบเรขาคณิตของตน แต่จิตก็รู้สึกตัวว่ารับความรู้จากประสบการณ์ทางประสาทเหมือนกันโดยไม่มั่นใจในความจริง เพราะพิสูจน์ด้วยวิธีนิรนัยไม่ได้ ได้แต่เดาด้วยวิธีอุปนัยเท่านั้น จึงตั้งทฤษฎีว่าประสบการณ์ผ่านเข้าจิตทางต่อมพายนีล(Pineal Gland) มัลบลองช์เห็นว่าทฤษฎีนี้ไม่เข้าท่า สู้ยกให้เป็นงานของพระเจ้าเสียเลยจะดีกว่า จึงเลือกลัทธิโอกาสนิยม (occasionalism) แทน

แต่ครั้นถูกโจมตีโดยอาร์โนลด์ (Arnauld) และบอสสุเอต์ (Bossuet) ว่าเป็นลัทธิสรรพเทวนิยม มัลบลองช์ก็ปรับปรุงความคิดต่อไปว่า มโนคติพระเจ้า (divine ideas) อยู่ในพระเจ้าเท่านั้น ส่วน มโนคติถูกสร้าง (created ideas) อยู่ในสมองของมนุษย์ มโนคติพระเจ้าเป็นวัตถุวิสัย ส่วนมโนคติถูกสร้างเป็นอัตวิสัย ดังนั้นเราจึงไม่สามารถเข้าใจพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ แต่เข้าใจเพียงแง่หนึ่ง จึงต้องแยกความรู้ของเรากับความเป็นจริงของพระเจ้า เช่น ความไพศาลของพระเจ้า (divine immensity) ที่เป็นคุณลักษณะของพระเจ้ามีความสมบูรณ์ที่สุด ไม่มีการแบ่งได้และไม่มีการกินที่ในอวกาศ ที่กล่าวว่าพระเจ้าอยู่ครบองค์ในทุกแห่ง ปัญญามนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ ที่เข้าใจได้ก็คือการแผ่กว้างเชิงคณิตศาสตร์ และเราก็มักจะเข้าใจผิดไปว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของความไพศาลของพระเจ้า กลายเป็นลัทธิสรรพเทวนิยมไป
ความจริงคำถามนี้อไควเนิสได้ตอบไว้แล้ว โดยแถลงว่าเรารู้พระเจ้าโดยอุปมาน (by analogy) คือทำการถอดจากสิ่งสร้างในประสบการณ์ของเราซึ่งมีส่วนในความสมบูรณ์ของพระเจ้า แต่มัลบลองช์ไม่ถือว่าเรามีมโนคติได้จากประสบการณ์ แต่ถือว่าได้จากพระเจ้า ทรงส่งมาโดยตรง จึงต้องหาทางออกแบบอื่นไป

ความคิดของมัลบลองช์ในเรื่องนี้ก็สามารถแก้ไขความคิดของเดการ์ตที่คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างมโนคติเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า อย่างน้อยมัลบลองช์ก็ยังยืนยันว่าเป็นความเข้าใจของพระเจ้าที่ประทานมาแม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็มีความเป็นจริงที่แน่นอนตายตัวในสารัตถะของพระเจ้า ไม่ใช่แล้วแต่น้ำพระทัยของพระองค์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s