Malebranche on Cosmos

Malebranche on Cosmos มัลบรองซ์ว่าด้วยจักรวาล

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เอกภพมีจริงไหม ตามหลักการของมัลบลองช์ต้องถือว่า เรามีมโนคติแจ่มแจ้งเรื่องสิ่งแผ่กว้างตามคติของเดการ์ต เพราะฉะนั้นต้องมีจริง แต่จะอนุมานว่ามีจริงในพระเจ้าเท่านั้นไม่พอหรือ มัลบลองช์ตอบว่าในแง่เหตุผลทางปรัชญาแล้วก็นับว่าพอ แต่คำสอนทางศาสนาหลายข้อที่พาดพิงถึงโลกแห่งสสาร เช่น การสร้างโลก, การอวตาร, การไถ่บาป เป็นต้น ทำให้ต้องอนุมานว่าโลกแห่งสสารมีจริงตามคติกลไกของเดการ์ต

อย่างไรก็ตามโลกที่มีขอบเขตต้องเนื่องมาจากความไม่มีขอบเขตของพระเจ้า เพราะเรามีมโนคติแจ่มแจ้งว่าพระเจ้าทรงเป็นบ่อเกิดของสิ่งอื่นทั้งหลาย ไม่มีอะไรจะมีได้ถ้าไม่ได้เนื่องมาจากความไม่มีขอบเขตของพระเจ้า เพราะฉะนั้นโลกต้องมีพระผู้สร้าง

ในเมื่อวัตถุทั้งหลายในโลกเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าและพระองค์ทรงค้ำจุนไว้ ทุกอย่างจึงทำการไปตามที่พระองค์กำหนดให้ พระองค์ทรงเป็นการกปัจจัย(efficient cause) โดยตรงของกิจกรรมทุกอย่างในโลก สิ่งสร้างจึงเป็นเพียงโอกาส (occasion) ให้พระองค์ทรงกระทำการเท่านั้น ซึ่งเป็นคำสอนของลัทธิโอกาสนิยม (occasionalism)

ทฤษฎีนี้นับว่าเหมาะกับความเข้าใจว่าสสารเป็นสิ่งแผ่กว้าง อกัมมันต์ (passive) , เฉื่อย (inert) จึงต้องการจิตจัดการทำการให้ทุกอย่าง
จึงเห็นได้ว่าระยะทางข้ามจากความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ทำการแต่ผู้เดียว (The Only Agent) ไปสู่ความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นสาระแต่สาระเดียว (The Only Substance) ตามความคิดของสเพอโนเซอ จึงไม่ไกลนัก

Law of Simplicity แม้พระเจ้าจะทรงกระทำการทุกอย่างในธรรมชาติ แต่พระองค์ก็ทรงกระทำโดยมีกฎมีเกณฑ์แน่นอนตายตัว มนุษย์จึงควรศึกษาค้นคว้าเพื่อรู้กฎเกณฑ์เหล่านี้และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ กฎเกณฑ์ในธรรมชาตินั้นสรุปลักษณะเป็นกฎแห่งความเรียบง่าย (Law of Simplicity) “พระเจ้าทรงกระทำทุกอย่างด้วยวิธีเรียบง่ายและเพื่อพระสิริยิ่งใหญ่ของพระองค์” (Dieu fait tout par les voies les plus simples et pour sa plus grande gloire) กฎของธรรมชาติซึ่งมัลบลองช์เรียกว่า เจตจำนงทั่วไป (Volonté General Will) มีไม่มากกฎแต่ใช้ได้กว้างขวาง มีกฎย่อยแตกย่อยลงไปได้อีกมากมาย

เพราะฉะนั้น (มัลบลองช์เป็นคนแรกที่สรุปเช่นนี้) โลกที่พระเจ้าสร้างมานี้เป็นโลกที่ดีที่สุด (The Best Possible World) ไม่มีเหตุผลอะไรที่พระองค์จะไม่สร้างให้ดีที่สุด

จิตมนุษย์เราเห็นแจ่มแจ้งว่าตัวเองมีอยู่แน่นอนโดยสูตร Cogito ergo sum แต่เห็นไม่ชัดว่ามีธรรมชาติเป็นอย่างไร เพราะเราไม่สามารถมองเห็นจิตมนุษย์ในพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่จิตทั้งหลายรวมกันคือคุณลักษณะของพระเจ้า (Attribute of God) จิตวิญญาณแต่ละดวงของมนุษย์จึงต่างจากจิตรวม ทั้งนี้เป็นความพยายามของมัลบลองช์ที่จะเลี่ยงสรรพเทวนิยม ไม่เหมือนความแผ่กว้างซึ่งอยู่ในมโนคติความไพศาลของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นคุณลักษณะของพระเจ้า จึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพระเจ้า

วิญญาณสัมพันธ์กับร่างกายตามทฤษฎีโอกาสนิยม คือ ตามที่พระเจ้าจะทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า
เพราะฉะนั้นวิญญาณของเราจึงใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่าใกล้ชิดกับร่างกาย วิญญาณใกล้ชิดกับร่างกายโดยผ่านพระเจ้า วิญญาณรู้จักร่างกายของตัวเองก็โดยเห็นความแผ่กว้างในพระเจ้า

ในเมื่อการกระทำของเราถูกกำหนดล่วงหน้าเช่นนี้ ความรับผิดชอบของเราจะอยู่ตรงไหน มัลบลองช์ชี้แจงว่า การกระทำของพระเจ้าเปิดโอกาสให้อย่างคล้อยตามการตัดสินใจของเรา เพื่อให้เรารับผิดชอบต่อการกระทำของเราโดยการตัดสินใจของเราเอง
กฎศีลธรรมได้จากการเข้าใจกฎของธรรมชาติ ถ้าเราไม่เดินตามกฎ การกระทำของเราก็เห็นแก่ตัว กฎที่สูงขึ้นไปเราเห็นในมโนคติของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าจะแสดงให้เราทราบเป็นกรณี ๆ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ แต่ละคนจึงมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้สำหรับแต่ละคน

จึงเห็นได้ว่ามัลบลองช์รับเชื่อวจนศูนย์นิยมอย่างเต็มตัว พยายามอธิบายทุกเรื่องให้เข้าระบบเครือข่ายให้ได้ แต่ขณะเดียวกันก็พยายามระวังมิให้ผิดต่อคำสอนของศาสนาคริสต์ ซึ่ง มัลบลองช์เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s