Locke on the birth of idea

Locke on the birth of idea ลัคว่าด้วยกำเนิดของมโนคติ

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ความสำคัญของประสบการณ์ ในเมื่อไม่มีมโนคติแต่เกิด เด็กเกิดมาด้วยสมองว่างเปล่า มโนคติทั้งหมดจึงมาจากประสบการณ์ ประสบการณ์จึงเป็นตัวชี้ขาดความรู้จริง เพราะถ้ามโนคติใดไม่ได้ผ่านมาทางประสบการณ์ ก็ไม่ใช่มโนคติแท้ เชื่อถือไม่ได้

ธรรมชาติและผลของประสบการณ์ ประสบการณ์แบ่งออกได้เป็นประสบการณ์ภายนอกและภายใน ภายนอกก็คือสิ่งเร้าประสาททั้งหลาย ภายในก็คือตัวการกระทำเองของผัสสะซึ่งเราอาจจะรู้ได้โดยคิดทบทวน (reflection)

มโนคติของความไพศาล (Immensity) เป็นมโนคติประเภทเชิงซ้อน เกิดจากมโนคติเชิงเดี่ยว เช่น ระยะทาง(ซึ่งเกิดจากผัสสะเดี่ยวโดยการเห็นหรือการสัมผัสก็ได้)ระหว่างสองเทห์แล้วต่อออกไปยังเทห์ที่สาม เทห์ที่สี่ ห้า เรื่อยไปตามต้องการ
มโนคติของอนันตภาพ (Infinity) ในเมื่อเราต่อระยะทางหรืออวกาศออกไปได้ไม่รู้จบในความคิด เราก็อาจจะต่อระยะเวลาและจำนวนเลขออกไปในความคิดในทำนองเดียวกัน ทั้งสามอย่างเราเรียกได้ว่าอนันต์ (ของอวกาศ เวลา และจำนวน) ส่วนความไพศาลนั้นสักแต่ว่าอาจจะต่อออกไปได้ แต่ต่อถึงไหนก็จบตรงนั้น

ลัคให้สังเกตไว้ด้วยว่าต้องรู้จักแยกอนันตภาพของอวกาศ (เวลา, จำนวน) ออกจากอวกาศไม่รู้จบ (infinite space, time, number) เพราะการไม่แยกเข้าใจให้แจ่มแจ้งเป็นบ่อเกิดของปัญหาถกเถียงกันสับสนมาก กล่าวคือ อนันภาพของอวกาศ (infinity of space) หมายถึงว่าเราสามารถจะต่อระยะทางหรืออวกาศออกไปอีกเท่าไรก็ได้ แต่เท่าที่เราต่อไปถึงไหนมันก็ยังรู้จบอยู่วันยังค่ำ เพียงแต่มีสมรรถภาพจะต่อออกไปได้อย่างไม่รู้จบ (แอเริสทาเทิลและอไควเนิสเรียกว่า อนันภาพในศักยภาพ (infinity in potentiality) ตรงกับความไพศาลของอวกาศ(ดูข้างบน) ส่วนอวกาศไม่รู้จบ(infinite space) นั้นหมายถึงความมีอยู่จริง ๆ ของอวกาศไม่รู้จบ แอเริสทาเทิลและ อไควเนิสเรียกว่า อนันภาพในภาวะจริง (infinity in actuality) ซึ่งลัคถือว่ามีอยู่จริงไม่ได้

มโนภาพของสาระ (Substance) ลัคถือว่าไม่มีจริง แต่เกิดมาจากการสรุปผิดพลาดของเราเอง คือเราไปเชื่อว่าคุณภาพต่าง ๆ ทางผัสสะจำเป็นจะต้องมีสิ่งรองรับ (substratum) ก็เลยสมมุติเอาว่ามีของอย่างหนึ่งเราเรียกว่า สาระ เป็นสิ่งรองรับเหมือนกันในทุกหน่วยย่อย ต่อจากนั้น เมื่อคุณภาพทางผัสสะมีสิ่งรองรับได้ กิจกรรมทางความคิดก็น่าจะมีตัวการร่วมกันอยู่เบื้องหลังเหมือนกัน จึงมีการสมมุติ “จิต” ขึ้นเป็นตัวการของกิจกรรมทุกอย่างทางความคิด ซึ่งในระดับเหตุผลเราไม่สามารถรู้แน่ว่ามีจริงหรือไม่

มโนคติของการเป็นสาเหตุ (Causality) เนื่องมาจากมโนคติของสาระนั่นเอง จึงเป็นผลของความผิดพลาดในทำนองเดียวกัน คือ เมื่อเราเห็นความจำเป็นจะต้องสมมุติตัวรองรับคุณภาพทางผัสสะแล้ว เราก็เห็นความจำเป็นต่อไปว่า ต้องสมมุติว่าสาระนั้นมีสมรรถภาพกระทำการ (power) ต่อสิ่งอื่นได้ ทั้งนี้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงนั้น สิ่งที่เป็นมโนคติของเราก็คือ “การเปลี่ยนแปลง” และนี่เป็นสิ่งที่มีจริง เราหาได้มีมโนคติของการเป็นสาเหตุต่อกันจริง ๆ ไม่ เพราะเราไม่ได้เห็นจริง ๆ จึงรับรองไม่ได้ว่ามีจริง ตัวอย่างเช่น เราเห็นลูกบิลเลียด ก. วิ่งไปกระทบลูกบิลเลียด ข. ลูก ข. ก็วิ่งไปข้างหน้า ส่วนลูก ก. ลดความเร็วลง สิ่งที่เราเห็นและมีมโนคติก็คือ การถ่ายเทการเคลื่อนที่จาก ก. ไปสู่ ข. เราไม่ได้เห็นและไม่มีมโนคติของการผลิตหรือการบันดาลการเคลื่อนที่แต่ประการใด

มโนคติของความจำเป็น (necessity) เมื่อเราเห็นการเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด ข. บ่อยครั้งเข้า เราก็สรุปว่า ถ้ามี ก. จะต้องมี ข. ติดตามมาทุกครั้งไป การเป็นสาเหตุจึงกลายเป็นความจำเป็นขึ้น ซึ่งความจริงไม่มี เพียงแต่เราสรุปผิดพลาดไปเท่านั้นเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s