Locke on philosophy of religion

Locke on philosophy of religion ลัคว่าด้วยปรัชญาศาสนา

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ลัคไม่ได้เขียนเรื่องอภิปรัชญาโดยตรง แต่จากญาณปรัชญาของท่าน เราพอสรุปมูลบททางอภิปรัชญาของท่านได้ว่า ท่านยอมรับระบบอภิปรัชญาของเดการ์ต โดยมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย ลัคคิดว่ามีสาระหรือไม่ แม้ลัคจะเยาะเย้ยชาวอัสสมาจารย์และในการบรรยายถึงกำเนิดของมโนคติของสาระ ดูเหมือนท่านจะดูถูกว่าความคิดเรื่องสาระ (substance) มาจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจมากที่ท่านเองในที่สุดก็ยอมรับว่า สาระเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องมีจริง ๆ เป็น “สิ่งรู้ไม่ได้แต่ทว่ามีจริงอยู่ภายใน เป็นตัวรองรับคุณภาพต่าง ๆ” นั่นคือเป็นสิ่งรองรับคุณภาพทั้งหลาย แต่ที่ลัคต้องการปฏิเสธก็คือ เราไม่สามารถมีความรู้แท้จริงเกี่ยวกับสาระ เพราะเราต้องอาศัยรู้โดยการรวมมโนคติเชิงเดี่ยวของคุณภาพทั้งหลายเข้าด้วยกัน

ประเภทของสาระ เดินตามเดการ์ตที่ว่าสาระมี 2 ประเภท คือ กายกับจิตวิญญาณ

กายแสดงลักษณะออกมาให้เราเห็นเป็นคุณภาพปฐมภูมิ (primary qualities) คือ การแผ่กว้าง, ความแข็งแกร่ง, การเคลื่อน นอกเหนือไปจากนั้นก็มี สุญญากาศ (vacuum) อันเป็นอวกาศไร้สสาร เพราะเราสามารถคิดถึงอวกาศที่ไม่มีของบรรจุและการเคลื่อนไหวใด ๆ ได้

จิตวิญญาณอันมีคุณสมบัติคิด มีผัสสะ มีเจตจำนง และทำให้เทห์เคลื่อนที่ได้ เรารู้ได้ก็โดยตรึกตรองเพราะใช้ผัสสะไม่ได้ ลัคคิดว่าถ้าหากเราคิดทบทวนดูแล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิเสธเรื่องจิตวิญญาณ

ยิ่งกว่านั้นเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือสสารจะผลิตกิจกรรมด้านปัญญาไม่ได้ เช่น ความคิด ผัสสะ ฯลฯ

พระเจ้าทรงเป็นองค์กัมมันต์บริสุทธิ์ (pure active) สสารเป็นอกัมมันต์บริสุทธิ์ ส่วนจิตวิญญาณเป็นทั้งกัมมันต์และอกัมมันต์ เป็นกัมมันต์เพราะเคลื่อนสสารได้ เป็นอกัมมันต์เพราะสสารกระตุ้นกิจกรรมในจิตวิญญาณได้ มโนคติที่เกิดขึ้นมาก็เพราะการกระทำของเทห์ภายนอกต่อจิตวิญญาณ เรียกว่า ทฤษฎีปฏิกิริยาต่อกัน (theory of interaction) คือระหว่างสสารกับจิตวิญญาณมีการกระทำต่อกันได้ ความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิญญาณกับภายในคน ๆ เดียวกันก็อธิบายด้วยทฤษฎีนี้ได้

ปฏิกริยาต่อกันเป็นไปได้อย่างไร ประสบการณ์บอกเราเพียงว่า สสารมีการกระทำต่อกันได้โดยการถ่ายเทพลังงาน เราไม่สามารถมีประสบการณ์ว่า จิตและสสารกระทำต่อกันได้อย่างไร จะว่าถ่ายเทพลังงานให้กันก็ไม่ได้ เพราะจิตไม่มีพลังงาน
ลัคตอบว่า พระเจ้าทรงจัดการไว้ทุกอย่าง จริงอยู่ในเรื่องการถ่ายเทพลังงานระหว่างสสาร เรามีประสบการณ์ได้ แต่ปัญหาก็ไม่หมดเพราะยังมีปัญหาต่อไป เนื่องจากเราไม่มีประสบการณ์ว่า พลังงานถ่ายเทถึงกันได้อย่างไร ความลึกลับก็ยังคงมีอยู่นั่นเอง ไม่แพ้ความลึกลับการถ่ายเทพลังงานระหว่างจิตกับสสารเท่าใดนัก มีทางเดียวจะตอบได้คือ ไม่รู้(อไญญนิยม) และพระเจ้าทรงจัดไว้ (โอกาสนิยม)

อย่างไรก็ดี เมื่อคิดไปมาก ๆ แล้ว ลัคก็อดลังเลใจไม่ได้ว่า ถ้าพระเจ้าทรงวางระเบียบให้จิตและสสารมีการกระทำต่อกันได้แล้ว ไฉนพระองค์จะไม่สามารถทำให้สสารคิดและมีผัสสะได้เล่า เลยทำให้ลัคสงสัยว่า วิญญาณอาจจะเป็นสสารประเภทหนึ่งก็ได้ กระนั้นก็ดี ก็ไม่พ้นทวินิยมแบบเดการ์ต (Cartesian dualism) คือ สาระมีสองประเภท คือ รู้ไม่ได้และรู้ได้ (incognitive and cognitive) เพียงแต่แก้ไขว่าคุณลักษณะเฉพาะ (attribute) ของกาย คือ ความแข็งแกร่งหรือความต้านทาน (inpenetrability) ยิ่งกว่าจะเป็นความแผ่กว้าง (extension) เพราะความแผ่กว้างส่อลักษณะอกัมมันต์ ส่วนความต้านทานสิ่งภายนอกมิให้ล่วงล้ำเข้าในอาณาบริเวณของตนส่อลักษณะกัมมันต์มากกว่า (การกินที่ก็ส่อลักษณะอกัมมันต์ของอวกาศ และต้องสมมุติว่ามี “ที่” ก่อนที่จะถูกกิน ส่วนการแผ่กว้างและการต่อต้านแสดงความเป็นกัมมันต์และไม่ต้องสมมุติว่ามีอยู่ก่อนการกระทำไม่ต้องสมมุติ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s