Locke on correspondence theory

Locke on correspondence theory ลัคว่าด้วยทฤษฎีสมนัย

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ลัคยืนยันว่ามโนคติตรงกับวัตถุ (correspondence theory) ความรู้ของมนุษย์เราจึงเป็นวัตถุวิสัย “ความรู้ของเราจริงก็ต่อเมื่อมีความสมนัยระหว่างมโนคติกับความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ” นั่นคือท่านเชื่อว่าเราอาจมีมโนคติที่ตรงกับวัตถุได้
ลัคแยกความรู้ออกเป็น 3 ประเภทตามระดับความแน่ใจในความจริง ดังนี้

ก) โดยอัชฌัตติกญาณ (intuitive knowledge) เป็นความรู้ที่เห็นแจ้งทันทีโดยไม่ต้องการการพิสูจน์ เพราะไม่มีช่องทางให้สงสัยได้แต่ประการใด เช่น ความรู้ว่าอัตตาของเราเองมีอยู่ เพราะการคิด การรู้สึก ย่อมเป็นประกันว่าอัตตาตัวเราเองมีอยู่ (เทียบ I think ของเดการ์ต) นอกนั้นก็มีการเข้ากันได้หรือไม่ได้ (agreement and disagreement) ของมโนคติที่มาจากประสบการณ์โดยตรง เช่น ขาวไม่ดำ กลมไม่เหลี่ยม

ข) โดยการพิสูจน์ (demonstrative knowledge) คือการเห็นการเข้ากันได้หรือไม่ได้ระหว่างสองมโนคติ โดยอ้างมโนคติตัวกลาง เช่น ความรู้เรื่องพระเจ้า มาจากการที่ เราแน่ใจอยู่ก่อนแล้วว่าอัตตาของเรามีอยู่ (โดยอัชฌัตติกญาณ) และเราก็รู้ในเวลาเดียวกันว่าเรามีจุดเริ่มต้น เพราะฉะนั้นการมีอยู่ของเราต้องมีสาเหตุ เมื่อไล่เรียงต่อไปก็จะถึงสาเหตุแรกหรือปฐมเหตุ (เทียบการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าของอไควเนิส) จะเห็นได้ว่าเราเห็นการเข้ากันได้ระหว่างมโนคติ “พระเจ้า” กับมโนคติ “ผู้มีอยู่” โดยอ้างมโนคติ “ความมีอยู่” ของตัวเราเอง
ความรู้ประเภทนี้ก็ยังเชื่อได้หากดำเนินวิธีพิสูจน์ให้ถูก คือถ้าข้ออ้างแน่นอน ใช้วิธีสมเหตุสมผล ก็เป็นอันได้ความรู้ที่แน่นอน แต่ทว่าความผิดพลาดอาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะพิสูจน์ ยิ่งต้องพิสูจน์ต่อเนื่องกันหลายครั้งก็ยิ่งมีทางผิดมากขึ้น
การหาความรู้ประเภทนี้ต้องการปัญญาที่พัฒนามากกว่าประเภทแรก ผู้ที่มีปัญญาไวในเรื่องนี้เรียกว่ามีความปราดเปรื่อง คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ใช้วิธีการนี้โดยเฉพาะและได้ความรู้สมบูรณ์แบบ

ค) โดยประสาทสัมผัส (sensitive knowledge) ตรงข้ามกับที่ยกย่องไว้แต่แรก ตอนนี้ลัคชี้แจงว่า ความรู้โดยประสาทสัมผัสไม่ใช่ความรู้จริง ๆ เป็นเพียงความเห็น (Sensitive knowledge is no knowledge proper, but only a form of opinion)
จะเห็นว่าลัคก็ให้ความไว้ใจแก่การหยั่งรู้หรืออัชฌัตติกญาณเหมือนกัน แต่ไม่เชื่อเรื่องมโนคติแต่เกิด เพราะฉะนั้น การหยั่งรู้ของลัคจึงไม่ใช้มโนคติแต่เกิด เป็นพื้นฐานของความรู้ แต่ให้มโนคติอันได้จากประสบการณ์เป็นพื้นฐานของความรู้ หน้าที่ของการหยั่งรู้ ก็คือเห็นความสัมพันธ์ระหว่างมโนคติเหล่านี้โดยไม่ต้องพิสูจน์ ดังคำวิจารณ์ของฟันเคนเบิร์ก(Falckenberg) ว่า ลัคในที่สุดของระบบความคิดก็เปลี่ยนความคิดไปจนเกือบเหมือนเดการ์ต… ปรัชญาของลัคก็คือปรัชญาลัทธิเดการ์ตที่ตั้งบนฐานของประสบการณ์นั่นเอง (Locke has become almost a Cartesian at the end of his system… Locke’s philosophy is nothing but Cartesianism built on empirical foundation) หรืออย่างที่กีรติ บุญเจือเคยกล่าวไว้ว่า “ลัคเอาประสบการณ์ร่วมของมนุษย์มาวางไว้เป็นมูลบทให้เดการ์ตพิสูจน์” ลัคเชื่อว่ามโนคติที่ได้จากประสบการณ์โดยตรงนั้นตรงกับความเป็นจริง ลัคได้พยายามวิเคราะห์ว่า มโนคติเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ลัคหาได้ชี้แจงไม่ว่าทำไมจึงต้องตรงกับความเป็นจริง ปัญหานี้จะมีเรื่องให้ถกต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s