Kierkegaard’s Existence, levels

Kierkegaard’s Existence, levels ระดับของอัตถิภาวะของคีร์เคกอร์ด

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

คีร์เคกอร์ดแบ่งอัตถิภาวะออกเป็น 3 ระดับ ตามความก้าวหน้าซึ่งอัตถิภาวะพึงมีได้ คือ

– ระดับสุนทรียะ (aesthetical stage)
– ระดับจริยะ (ethical stage)
– ระดับศาสนา (religious stage)

การข้ามจากระดับหนึ่งขึ้นสู่ระดับหนึ่ง ต้องอาศัยการตัดสินใจของแต่ละอัตถิภาวะ คีร์เคกอร์ดใช้ศัพท์เป็นภาพพจน์ว่าเป็น การกระโดด (the leap) การกระโดดทุกครั้งเป็นการเสี่ยงเพื่อความก้าวหน้าของอัตถิภาวะ คีร์เคกอร์ด จึงเรียกการกระโดดนี้ว่า การกระโดดด้วยศรัทธา (the leap of faith)

1) ระดับสุนทรียะ ขั้นนี้จิตใจของมนุษย์โน้มเอียงไปตามธรรมชาติ ทำอะไรอย่างไร้เดียงสาความต้องการของผัสสะพาไปทางไหนก็ไปทางนั้น ทุก ๆ อย่างเป็นไปราวกับถูกผลักดันโดยสัญชาตญาณ ยังไม่รู้จักหักห้ามใจ แต่แล้ววันหนึ่งเขาจะสำนึกว่าสภาพระดับนี้ไร้คุณค่า ถ้าเขาไม่ตัดสินใจเปลี่ยนท่าทีชีวิต เขาจะกลายเป็นคนเลวร้ายราวกับปีศาจ แต่ถ้าเขาตัดสินใจได้ เขาจะเข้าระดับสอง คือ ระดับจริยะ
ในระดับสุนทรียะนี้ ชีวิตของคนเราจะไร้จุดหมายของตนเอง ไม่มีเข็มทิศ ไม่มีแนว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตาและสิ่งแวดล้อม ในเมื่อตัวเขาไม่มีหลักอะไรเลย เขาจึงไม่สามารถทนอัตถิภาวะของเขาเองในปัจจุบัน เขาจึงมักชอบหวนความคิดไปภูมิใจเรื่องในอดีตหรือเพ้อฝันเรื่องในอนาคตบางทีเพื่อดับความเบื่อและความรู้สึกว่างเปล่าในตัวเขาเอง เขาจะทุ่มเททำงานหรือหาความสำราญอย่างหัวหกก้นขวิด แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้ ก็เพราะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบผิดพลาดปัญหาของอัตถิภาวะจะแก้ได้อย่างสมบูรณ์ก็ต้องมีการรวมกาละกับอกาละเข้าด้วยกัน เท่านั้น กล่าวคือ ต้องหาความหมายของอกาละในกาละปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพราะอัตถิภาวะของเรามีความขัดแย้งในตัว คือ เป็นทั้งกาละและอกาละ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง การเอาชนะเวลาอย่างได้ผลนั้นไม่ใช่หนีเวลา ฆ่าเวลา แต่ทำเวลาให้เป็นนิรัยดรภาพ โดยทำให้อัตถิภาวะของเรามีความสัมพันธ์กับองค์อสัมพัทธ์ การตัดสินใจทำได้เช่นนี้แหละเป็นการก้าวเข้าสู่ระดับศาสนาอันเป็นจุดสุดยอดของการตัดสินใจ

วิธีแก้ที่ผิดมีอยู่ 3 แบบ คือ
1) ปล่อยตัวไปตามความต้องการของกิเลส วิธีนี้โยนความรับผิดชอบทิ้งเสียเลย ดังเช่น ดอนฮวนในวรรณคดี
2) ปฏิบัติตนเป็นนักวิมตินิยมอย่างสมบูรณ์ คือ ไม่เชื่อถืออะไรทั้งสิ้น วิจารณ์หลักการทุกอย่างโดยไม่เสนออะไรเป็นปฏิฐานเลย มีความพอใจอยู่กับการตำหนิและการทำลายล้าง
3) ปฏิบิตตนเป็นนักสร้างระบบปรัชญา การสร้างระบบปรัชญาเป็นกิเลสทางปัญญา สร้างขึ้นแล้วก็ภูมิใจ มีความพึงพอใจในความสำเร็จของตน แต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการหนีออกจากตัวเองหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหาของตนเอง หลีกเลี่ยงการรับผิดชอบ
วิธีแก้ทั้งสามนำไปสู่โรคทางปรัชญา คือ โรคเจตจำนงไม่อยากทำงาน (paralysis of the will) เป็นโรคที่สิ้นหวังของอัตถิภาวะ

วิธีแก้ที่ถูกต้องนั้นต้องกล้าเผชิญหน้ากับความรับผิดชอบ และข้อกำหนดของธรรมชาติโดยไม่สะทกสะท้าน เผชิญหน้าข้อกำหนดโดยยอมรับว่า อัตถิภาวะของฉันถูกกำหนดโดยสิ่งแวดล้อมต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งฉันไม่ได้สร้างขึ้นและไม่ได้ปราถนา จึงป่วยการเปล่าที่พยายามจะสร้างอัตตาขึ้นจากความเปล่า และป่วยการที่จะแสวงหาเสรีภาพในทำนองนี้ แต่ทว่าเสรีภาพที่แท้จริงต้องเริ่มจากการยอมรับสภาพอันแท้จริงของตน เสรีภาพกับการขึ้นต่อข้อกำหนดจึงเป็นของคู่กัน

เผชิญหน้ากับการรับผิดชอบ โดยพยายามสร้างตนขึ้นจากทุนเดิมที่ถูกกำหนดให้ คีร์เคกอร์ดถือว่าบาปกับการอภัยเป็นของคู่กัน เพราะฉะนั้น แม้ว่าเราจะรู้สำนึกว่ามีบาป แต่เราก็มั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงยกโทษให้ และเราจะต้องรับผิดชอบในการสร้างตัวต่อไปโดยไม่สะทกสะท้านต่อสภาพของบาป เรามีเสรีภาพที่จะสร้างตัว แต่ในเวลาเดียวกันก็ขึ้นกับพระเจ้า เมื่อกล้าเผชิญหน้ากับข้อกำหนดและความรับผิดชอบเช่นนี้ จิตใจก็จะเข้าสู่ระดับจริยะ

2) ระดับจริยะ ในระดับนี้จิตใจจะสร้างอุดมการณ์ขึ้น อย่างเช่น อันตีโกเน (Antigone) ซาคเขรอถิส (Socrates) และอับราฮัม (Abraham) ตอนก่อนมีพันธสัญญากับพระเจ้า เป็นต้น จะเชื่อมั่นว่าอุดมการที่สร้างขึ้นหรือมาตรการความดีนั้นเป็นปรนัยเพราะทำคุณแก่สังคม ทำให้เห็นไปว่ากฎศีลธรรมเป็นสิ่งพิสูจน์ได้เหมือนวิทยาศาสตร์และปรัชญาที่เป็นระบบ มีหลายคนที่ก้าวถึงระดับนี้แล้วก็หลงเพลิดเพลินและจมอยู่ในระดับนี้ กลายเป็นคนปลงตก ดังเช่น ซาคเขรอถิส พอใจอยู่กับการสละตัวเพื่อสังคม ยอมตายเป็นวีรบุรุษของประโยชน์ทางสังคม ถ้าไม่ตายก็จะถือกฎเคร่งครัดจนเป็นวีรบุรุษแห่งการถือกฎหมายและกฎแห่งการเสียสละ ความผิดพลาดของบุคคลประเภทนี้อยู่ที่การลืมตัวลืมคุณค่าของอัตถิภาวะของตนเองซึ่งจะต้องขึ้นสูงกว่านี้ ระดับจริยะนี้มีเสน่ห์หาให้เพ้อฝันอยู่มาก ผู้ที่สำนึกได้ในเรื่องนี้จึงต้องทำการตัดสินใจขนาดหนัก จึงจะกระโดดเข้าระดับสามได้ คือ ยอมมีศรัทธาต่อองค์อสัมพัทธ์

3) ระดับศาสนา เมื่อตัดสินใจกระโดดขึ้นสู่ระดับนี้ทันทีจะรู้สึกมีชีวิตใหม่ แทนที่จะอิ่มใจอยู่กับอุดมการณ์ ก็จะรู้สึกอิ่มใจในความรอด ความปลอดภัยของอัตถิภาวะของตน เพราะผู้ที่สำนึกถึงความไม่พอของระดับจริยะจะรู้สึกเหมือนนักบุญเปาโลว่า “โอ้ข้านี้หนอ ช่างตกต่ำเสียจริง ๆ ใครหนอจะช่วยข้า ฯ จากร่างแห่งความตายนี้ได้” เมื่อตัดสินใจกระโดดเข้าหาศรัทธาก็จะรู้สึกพ้นสภาพดังกล่าว

คีร์เคกอร์ดอ้างนักบุญเปาโลเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ ในฐานะปฏิเสธการถือกฎหมายตามตัวอักษรของศาสนายูดาห์ และลูเธอร์ในฐานะปฏิเสธการถือกฎศาสนาแบบกรณีนิยม (casuism) ของพวกคาทอลิกในเวลานั้น คีร์เคกอร์ดเองก็พยายามปลีกตัวจากการถือศาสนาตามตัวอักษรในสังคมแห่งนิกายลูเธอแรนของท่านเช่นเดียวกัน

ในหนังสือ ความกลัวและความระทึก คีร์เคกอร์ดได้ยกตัวอย่างอับราฮัม ขณะได้รับเทวบัญชาจากพระเจ้าให้นำเอาลูกชายไปฆ่าบูชายัญ ชี้ให้เห็นว่า ตอนนั้นอับราฮัมต้องตัดสินใจว่าจะถือกฎตามตัวอักษร (ไม่ฆ่าลูก) หรือจะกระโดดมีศรัทธาต่อพระเจ้า (ฆ่าลูก) ที่สุดอับราฮัมตัดสินใจกระโดดทั้งๆ ที่ยอมรับสภาพอัตถิภาวะของตนว่ารักและเสียดายลูก

การยอมรับสภาพชีวิตนี้เอง ทำให้ผู้ถึงขั้นสามมีความเป็นอยู่ภายนอกเหนือคนอื่นๆ ทั้งหลายเขายังอยู่ในสังคมและปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างในสังคมอย่างดี นั่นคือ เมื่อเข้าถึงนิรันดรภาพแล้ว กาละก็กลับคืนมาและรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอกาละ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s