Kant on goodness

Kant on goodness ความดีของคานท์

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมและศาสนานั้นคานท์(Immanuel Kant 1724-1803) คิดว่าเหตุผลปฏิบัติ (practical reason) ของเรารู้ได้โดยตรง โดยไม่มีการแปรสภาพหรือดัดแปลงไปแต่อย่างใด ความรู้ทำนองนี้เป็นความรู้เด็ดขาด ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนความรู้ที่ผ่านทางเหตุผลบริสุทธิ์ ความรู้โดยทางเหตุผลปฏิบัตินั้น เราสังเกตได้ว่าเมื่อรู้แล้วจะบังคับเราให้ปฏิบัติอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมให้มีข้อแม้หรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนความรู้โดยทางเหตุผลบริสุทธิ์แม้จะสั่งก็สั่งอย่างมีเงื่อนไข คานท์จึงให้ชื่อคำสั่งที่มาจากเหตุผลปฏิบัติว่า คำสั่งเด็ดขาด (categorical imperative) ส่วนคำสั่งที่มาจากเหตุผลบริสุทธิ์ซึ่งอาจจะเกิดจากเหตุผลก็ดี จากอารมณ์สงสารเห็นใจก็ดี เหล่านี้คานท์เรียกว่าคำสั่งที่มีเงื่อนไข (hypothetical imperative)

คำสั่งที่เรียกว่าเด็ดขาดได้นั้นต้องสั่งโดยทำให้รู้สึกสำนึกในหน้าที่ด้วยสูตรว่า “Duty is to be done.” (ต้องทำตามหน้าที่) เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้แล้วใครไม่ปฏิบัติตามจะต้องหงุดหงิดใจเป็นการลงโทษอยู่ในตัว ไม่รับพิจารณาข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ในที่สุดผู้รับคำสั่งทนไม่ไหวต้องปฏิบัติตามจนได้ แต่ถ้าเป็นคำสั่งที่มีเงื่อนไขจะให้เสรีภาพ ไม่ทำก็ไม่เป็นไร ขอให้มีข้ออ้างมาแก้ตัวเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เราเห็นคุณแม่ของเรานั่งขอทานอยู่ริมถนน คำสั่งเด็ดขาดจะเกิดขึ้นทันทีว่าเป็นหน้าที่ของเราจะต้องเอาแม่ไปเลี้ยงดู แม้ว่าแม่จะไม่ได้เลี้ยงดูเรามาก่อนเลยก็ตามที แม่อาจเคยทำให้เราช้ำใจมามากต่อมากก็ได้ แต่นั่นไม่เป็นข้อแก้ตัวที่ใช้ได้ หน้าที่สั่งเราโดยไม่รับฟังข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นคำสั่งของเหตุผลปฏิบัติ การที่พระพุทธเจ้าสละโลกียสุขออกบวชทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้นมิได้ทรงคิดว่าจะได้เป็นศาสดา ทั้งมิได้ทรงทราบแจ่มแจ้งว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จนกระทั่งถึงเวลาตรัสรู้ ถ้าให้คานท์อธิบายการตัดสินใจครั้งนี้ คานท์ก็คงจะบอกว่าเพราะเหตุผลปฏิบัติของพระองค์เข้าถึงความเป็นจริงอะไรสักอย่าง ความสำนึกในหน้าที่จึงสั่งพระองค์อย่างเด็ดขาดให้ทรงตัดสินพระทัยเช่นนั้น ถ้าพระองค์ทรงขัดขืน พระองค์จะทรงไร้ความสงบพระทัยไปจนสิ้นพระชนม์ยังมีตัวอย่างอีกมากที่มีการตัดสินใจทำอะไรอย่างกะทันหันโดยที่คนใกล้ชิดไม่เข้าใจ คานท์ก็อาจจะอธิบายได้ในทำนองเดียวกันนี้

ถ้าคำสั่งมาจากเหตุผลบริสุทธิ์ จะมีข้อแม้หรือเงื่อนไขให้เราตัดสินใจเลือกได้ เช่น เห็นคนแก่ซึ่งเราไม่รู้จักนั่งขอทานอยู่ริมถนน เราสงสารจึงหยิบเหรียญจะส่งให้ ครั้นคิดได้ว่าวันนี้ให้ทานไป 2 ครั้งแล้ว เราอาจจะไม่ยื่นเหรียญให้เพราะมีเหตุผลว่าวันนี้ให้ทานพอแล้ว เราจะกลับบ้านนอนตาหลับโดยใจไม่หงุดหงิดเลย หรือถ้าเราอยากจะสละโลกออกบวชด้วยเหตุผลว่าจะได้มีความสงบใจ เราอาจจะไปบวชจริง ๆ ก็ได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว แต่ถ้าเราเกิดคิดได้ว่าไปบวชใจสงบก็จริงแต่ไม่สนุก แต่ทว่าฉันชอบสนุก เพราะฉะนั้นฉันยอมให้ใจไม่สงบต่อไป เช่นนี้เราก็อยู่ในเพศฆราวาสต่อไปโดยใจไม่หงุดหงิดแต่ประการใด ทั้งนี้เพราะเรามิได้รับคำสั่งเด็ดขาดจากเหตุผลปฏิบัตินั่นเอง เราจะทำหรือไม่ทำก็ได้แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเอาเงื่อนไขใด ไม่เกี่ยวกับความดีหรือเลวทางจริยธรรมแต่ประการใด

อนึ่ง เมื่อเราได้รับคำสั่งให้ทำเพราะเป็นหน้าที่แล้ว เราต้องทำไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเกิดผลดีหรือผลเสีย ขออย่างเดียวให้เรามีใจมุ่งมั่นจะปฏิบัติตามหน้าที่ให้ได้เท่านั้น เช่นนี้ถือได้ว่าทำโดยมีเจตจำนงที่ดี (good will)หรือทำตามมโนธรรม (to follow the conscience)แต่ถ้ารู้ว่าเป็นหน้าที่แล้วไม่ยอมปฏิบัติตามก็ถือได้ว่ามีเจตจำนงที่เลว (bad will) หรือต่อต้านมโนธรรม (against the conscience) ก็จะหงุดหงิดใจเป็นผลติดตามมาเช่นเดียวกัน นั่นคือเหตุผลปฏิบัติให้บำเหน็จและลงโทษอยู่ในตัวเองดังสุภาษิตไทยบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีผู้อื่นให้รางวัลหรือลงโทษเพิ่มเติมให้อีกในโลกนี้หรือในโลกหน้านั้นสำหรับคานท์เป็นเรื่องเติมแต่งไม่ใช่เนื้อแท้ของจริยธรรม

One thought on “Kant on goodness

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s