Kant on causality

 

Kant on causality ความเป็นสาเหตุของคานท์

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

หลักการเป็นสาเหตุ (principle of causality) ซึ่งฝ่ายประสบการณ์นิยมข้องใจและฮูม (Hume) ถึงกับปฏิเสธเสียจนไม่เหลือเยื่อใยนั้น คานท์ก็เห็นด้วยว่าไม่มีจริงภายนอก เป็นเรื่องที่สมองของเราปั้นขึ้นด้วยกลไกเฉพาะเรื่องในสมองของทุกคน เราจึงเข้าใจว่ามีสิ่งที่เป็นสาเหตุและมีสิ่งที่เป็นผลต่อกัน

หลักการเป็นสาเหตุจึงเป็นหนึ่งในจำนวน 12 ช่อง ที่กล่าวมาแล้ว คือเป็นช่องสมมุติของชั้นความสัมพันธ์ ช่อง 8 (ดู Kant’s Pure Forms) เช่นเราเห็นต้นมะม่วงแล้วต่อมาก็เห็นผลติดอยู่บนต้น ความจริงภายนอกมีเพียงแค่นี้ แต่ครั้นข้อมูลนี้เข้าสู่สมอง กลไกในสมองก็ผลักดันให้เข้าช่องสมมุติ (Hypothetical) เราจึงได้ความรู้ว่า ผลมะม่วงเป็นผลของต้นมะม่วง ความรู้ต่าง ๆ ของเรา อันเป็นผลผลิตของกลไกในสมองโดยมีบ่อเกิดมาจากนูเมอเนอ (ดู Noumena) นั้น มีประโยชน์สำหรับการศึกษาและการสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน แต่อย่าหลงผิดทึกทักเอาว่าเป็นความจริงตรงกับความเป็นจริงภายนอกเป็นอันขาด

นูเมอเนอซึ่งเป็นความเป็นจริงแท้ภายนอกนั้นเรารู้ไม่ได้ เรารู้เพียงแต่ว่ามีอะไรสักอย่างอยู่จริง เพราะเป็นสิ่งกระตุ้นให้กลไกในสมองทำงาน แต่ครั้นสมองทำงานก็ยัดเยียดแบบให้แก่นูเมอเนออย่างสลับซับซ้อนจนจำของเดิมไม่ได้ เหมือนจุลินทรีย์บางชนิดเข้ากล้องขยายมองไม่เห็นเว้นแต่จะย้อมสีเสียก่อน แต่เมื่อย้อมสีแล้วจุลินทรีย์นั้นก็เปลี่ยนสภาพไปเสียแล้ว เราจึงไม่สามารถทราบสภาพแท้ของจุลินทรีย์นั้น นอกจากเดาเอาโดยลบสีออกจากจุลินทรีย์ที่เห็น แต่ลบจริง ๆ ไม่ได้ ต้องลบเอาในความเข้าใจโดยวิธีเดา หรือถ้าถามว่าฟิล์มถ่ายรูปก่อนถูกแสงเป็นสีอะไร เราไม่สามารถจะมองดูได้โดยตรงด้วยวิธีปรกติ เพราะพอถูกแสงก็มีปฏิกริยาแปรสภาพเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น

ความคิดของคานท์ลึกลับซับซ้อนอยู่มาก มีผู้พยายามตีความหมายไปต่าง ๆ เรื่องยากจะพูดให้ง่ายไม่ได้ ถ้าอธิบายให้ง่ายและชัดเจนเกินไปก็มักจะผิด จึงขอให้ท่านผู้อ่านพอใจเพียงแค่นี้ก่อน อ่านไป ๆ จะค่อย ๆ เข้าใจมากขึ้นไปเองโดยอัตโนมัติ แต่อย่างน้อยก็ขอให้เข้าใจบทสรุปสั้น ๆ ความคิดของคานท์ว่า “สิ่งจริงเราไม่รู้ สิ่งที่รู้นั้นไม่จริง” หรือจะพูดให้วัยรุ่นเข้าใจก็ต้องพูดว่า “แฟนตัวจริงนั้นมองไม่เห็น ที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่แฟนตัวจริง” ลงท้ายด้วย “ปลงเสียเถิด”

ความคิดสายกลางในเรื่องนี้ ซึ่งมีมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าลัทธิสรรนิยม (ดู eclecticism) คือความรู้ของเราเกิดขึ้นได้หลายระดับแล้วแต่ว่าเราใช้อวัยวะส่วนใดรับเข้ามาเป็นความรู้ ประสาทสามารถรับรู้ประสบการณ์ เหตุผลรู้จักใช้ความรู้เดิมหาความรู้ใหม่ที่แฝงอยู่ด้วยกฎตรรกะอันเป็นกลไกของสมอง สามัญสำนึกอาจตัดสินได้หลายเรื่องว่าควรเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ นอกนั้นยังอาจรับรู้ได้จากความเชื่อเครดิตของผู้มาแถลงให้ทราบ ความรู้จากหลายระดับเช่นนี้ย่อมจะมีความหลากหลาย และอาจจะขัดแย้งกันได้

เราจึงต้องพยายามเข้าใจเคล็ดลับของความรู้ต่าง ๆ และทราบประสิทธิภาพของสมรรถภาพแต่ละส่วนที่ให้ความรู้แก่เรา เพื่อเราจะได้รู้จักขัดเกลาความขัดแย้งลงได้บ้างเท่าที่ควร แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่เสมอในเมื่อได้ความรู้ขัดแย้งมา จะให้เครดิตแก่สมรรถภาพรู้ส่วนไหนสูงกว่าส่วนไหนและเท่าไร เป็นปัญหาที่ตัดสินเด็ดขาดลงไปยาก ลัทธิสรรนิยม ก็ยังคงมีความยุ่งยากอยู่ในตัว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s