Kalamasutta and postmodern ethic

kalama

Kalamasutta and postmodern ethic กาลามสูตรกับจริยธรรมหลังนวยุค

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นมานานถึง 2500 กว่าปีแล้วก็ตาม หลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ที่เกสปุตตนิคม แคว้นโกศลก็ยังคงเป็นหลักญาณปรัชญาที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมาย ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมาทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี โทรทัศน์ วิทยุ เครือข่ายอินเตอร์เนต ฯลฯ ที่ทำให้มนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ต้องประสบปัญหา และความลำบากใจอย่างมากในการพิจารณาตัดสินใจว่าข้อมูลใดกันแน่ที่จะสามารถนำมาใช้ได้จริงและน่าเชื่อถือที่สุด

ในครั้งนั้นชาวกาลามะ ก็ประสบปัญหาในการรับฟังข้อมูล ข่าวสารจากเหล่าสมณพราหมณ์ต่าง ๆ เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละท่านก็ว่าความเห็นของตนถูก ของคนอื่นผิด เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึง พวกกาลามชนจึงพากันถามถึงเกณฑ์ตรวจสอบความรู้ ว่าใครพูดจริง หรือใครพูดเท็จกันแน่ พระพุทธองค์ทรงแสดงท่าทีและหลักการตรวจสอบความรู้จากแหล่งต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังหรือได้ศึกษาไว้ 10 ประการ คือ

1. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา (ได้ยินได้ฟังเนือง ๆ )
2. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการถือ (ประเพณี) สืบ ๆ กันมา
3. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ (ตามคำเล่าลือ ว่าอย่างนั้น อย่างนี้)
4. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ (สอบสวนตรงกับตำรา)
5. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะตรรก (คาดคะเน นึกเดา)
6. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน ตามนัยเทียบเคียง
7. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการตรึกตามอาการ
8. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับการพินิจพิจารณาทางทฤษฎีของตน
9. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะผู้นั้นเป็นผู้ควรเชื่อ
10. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านผู้นี้เป็นครูของเรา

จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เน้นย้ำว่า “เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้วเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย…
เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่า นี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่…”

ในกาลามสูตรทั้ง 10 ข้อนั้น ข้อที่ 1-4 เป็นเรื่องความรู้ที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอด เชิงประจักษ์ผ่านทางประสบการณ์ (empirical truth) ได้แก่ ความรู้จากตำรา เสียงเล่าลือหรือถือตาม ๆ กันมา

ส่วนข้อที่ 5-7 เป็นเรื่องความรู้ที่ได้จาการใช้เหตุผล อนุมาน และการคาดคะเน การเก็ง การเดาหรือการทำนายตามแนวเหตุผล (logical truth)

ส่วนข้อ 8-10 เป็นความรู้ที่ไม่ได้ใช้ปัญญาเลย ใช้เพียงความเชื่อศรัทธาในญาณของบุคคลผู้สอนเท่านั้น (intuitive truth)

จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงแนะถึงท่าทีที่ควรมีต่อแหล่งความรู้ที่เป็น ความรู้เชิงประจักษ์ ความรู้ตามแนวตรรกะ ความรู้ที่ได้รับผ่านศรัทธา ทั้งหลาย ว่า อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อในทันที เพราะความรู้จากการเรียน ฟัง อ่าน หรือ คิดตามแนวเหตุผล นั้นก่อให้เกิดเพียงความรู้ระดับทิฏฐิหรือความเห็นซึ่งเป็นเพียงภาพจำลองความเป็นจริงที่คนสร้างขึ้นในใจเท่านั้นโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสกับความเป็นจริงหรือของจริงนั้นด้วยตนเอง ที่ทรงกล่าวเช่นนี้มิได้ทรงสอนให้ไม่เชื่ออะไรเลยเพียงแต่ควรรับเข้ามาไว้ในใจตนแล้วตรวจสอบด้วยสามัญสำนึกในใจตนเองก่อนว่า เป็นกุศล หรือเป็นอกุศลต่อจิตใจ (ความงามหรือไม่งามในใจ) ร่วมกับการนำความรู้เหล่านั้นมาลองปฏิบัติ ใช้ดูแล้ว ถ้าเกิดประโยชน์ และความสุข ไม่มีทุกข์โทษ ซึ่งผู้รู้ย่อมต้องสรรเสริญด้วยอย่างแน่นอน แล้วจึงค่อยยอมรับในความรู้นั้น ๆ เป็นการโยงความรู้สู่การปฏิบัติ หรือโยงความสัมพันธ์จาก สัจธรรมสู่จริยธรรมผ่านความสุนทรียะในจิตใจ

เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความจริงกับความดีและความงาม นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน อันได้แก่การพัฒนาคุณภาพชีวิตสมบูรณ์ตามเกณฑ์ของจริยธรรมหลังนวยุค จึงเป็นอันว่า กาลามสูตรกับจริยธรรมหลังนวยุคเสริมกันได้เป็นอย่างดี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s