Judaism’s truth

Judaism’s truth ความจริงของศาสนายูดาห์

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ศาสนายูดาห์โดยทั่วไปก็ไม่ผิดไปจากศาสนาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกันมากนัก ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษ ก็คืออภิปรัชญาที่เชื่อว่าความเป็นจริงคือเดิมเป็นเอกภพไม่มีกฎเกณฑ์หรือกลีภพ (chaos) พระยาห์เวห์เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์และวางระเบียบแบบแผนให้ พระองค์จึงทรงเป็นนายเหนือเอกภพและกฎเกณฑ์ของมัน ทรงมีสิทธิและความสามารถเปลี่ยนกฎและยกเว้นกฎของเอกภพได้ แต่ก็คงจะไม่ทำโดยไม่มีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ

ผู้ชี้ขาดความจริงก็คือผู้แทนของพระยาห์เวห์ ที่ได้รับมอบหมาย และแต่งตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งพระยาห์เวห์จะทรงแสดงให้รู้เป็นคราว ๆ ส่วนกษัตริย์ก็มีหน้าที่รักษากฎเกณฑ์ที่มีอยู่ ชาวยิวเชื่อว่าพระยาห์เวห์ทรงกำหนดเขตส่วนหนึ่งของเอกภพให้เป็นจักรวาลมีระเบียบกฎเกณฑ์(Cosmos) ส่วนที่เหลืออีกมากยังเป็นกลีภพไร้กฎเกณฑ์ (Chaos) ต่อไป
ชาวยิวโดยทั่วไปเชื่อว่าพระเจ้าทรงสอนมนุษย์ได้ 3 วิธี คือ

1. ตรัสสอนตรง ๆ เช่น ทรงสอนโมเสสบนภูเขาซีไนและบนภูเขาโฮเรบ
2. ดลใจนักปราชญ์ เช่น นักเขียนเพลงสดุดี นักเขียนสุภาษิต และนักเขียนประวัติของชาติของตน
3. ดลใจศาสดาประกาศกให้พูดในนามของพระองค์ เช่น อิสยาห์ และเยเรมียาห์ เป็นต้น

ทั้ง ๆ ที่มีความเชื่อร่วมกันเช่นนี้ ชาวยิวต่างกลุ่มต่างก็ยอมรับสารบบคัมภีร์ต่าง ๆ กัน ไม่มีผู้ตัดสินชี้ขาดแน่นอน เพราะก่อนที่วิหารกรุงเยรูซาเลมจะถูกทำลายไปในปี ค.ศ. 70 นั้น ศาสนายูดาห์มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ณ กรุงเยรูซาเลม ส่วนการถือว่าหนังสือใดบ้างเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นเรื่องของศรัทธาเฉพาะตัวและเฉพาะกลุ่ม

ในศตวรรษที่ 3 ก.ค.ศ. เมืองแอลเลิกแซนเดรียกำลังรุ่งโรจน์ เพราะเป็นศูนย์การค้าและเป็นศูนย์การศึกษาของมหาอาณาจักรโรมัน มีผู้คำนวณว่ามีชาวยิวตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณนี้ถึงประมาณ 1 ล้านคน ส่วนมากใช้แต่ภาษากรีก ไม่สามารถเข้าใจคัมภีร์เป็นภาษาเดิมได้ จึงดำริแปลคัมภีร์ยิวทั้งหมดออกเป็นภาษากรีก เล่ากันว่าใช้บัณฑิตนักแปล 70 ท่าน จึงได้ชื่อสารบบว่าสารบบแอลเลิกแซนเดรีย (The Alexandrian Canon) หรือสารบบเจ็ดสิบ (The Septuagint มาจากภาษาละติน Septuaginta แปลว่า เจ็ดสิบ) เนื่องจากชาวยิวโพ้นทะเลได้สัมผัสกับวัฒนธรรมอื่น ๆ มาก จึงมีใจกว้างให้แปลหนังสือทุกเล่มเท่าที่ทราบว่ามีกลุ่มชาวยิวนับถือเป็นคัมภีร์ จึงได้สารบบที่นับว่าสมบูรณ์ที่สุดในสมัยนั้น

ต่อมา เมื่อวิหาร ณ กรุงเยรูซาเลมถูกทำลายลงใน ค.ศ. 70 แล้ว ชาวยิวก็ไม่มีสถานที่ประกอบพิธีศาสนาเป็นศูนย์รวมความเชื่อและความจริงอีกต่อไป บุคคลสำคัญของชาวยิวโดยการนำของโยฮานัน เบนซักไค (Johanan Ben Zakkai) จึงสัมมนากันในปี ค.ศ. 90 ที่ยัมเนีย (Jamnia) อันเป็นหมู่บ้านริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ทางตะวันตกของเยรูซาเลมเป็นระยะทางประมาณ 30 ไมล์ เพื่อหาศูนย์รวมใจของสังคมยิว ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าต้องยึดถือคัมภีร์สารบบเดียวกันเป็นหลัก ปัญหาอยู่ที่การเลือกกำหนดว่าเล่มใดบ้างควรจะจัดอยู่ในสารบบที่รับรองเป็นทางการของศาสนายูดาห์ การคัดเลือกจะต้องคำนึงถึงเอกลักษณ์ของศาสนายูดาห์โดยเฉพาะ และให้แยกออกจากศาสนาคริสต์ได้อย่างเด็ดขาด จึงตกลงกันไม่ยอมรับคัมภีร์ที่สนับสนุนการตั้งศาสนาใหม่ของพระเยซู ดังปรากฏในคำประกาศว่า

“วรสารและหนังสือของพวกนอกรีตทั้งหลายไม่ใช่คัมภีร์ หนังสือของเบนสิราและหนังสืออื่น ๆ ที่เขียนหลังจากนั้นไม่ใช่คัมภีร์”

คัมภีร์ที่อยู่ในสารบบเป็นทางการได้ชื่อว่าคัมภีร์ในสารบบ (Canonical Scriptures) คัมภีร์อื่นที่มีชาวยิวบางคนถือแต่ไม่อยู่ในสารบบที่ประกาศเป็นทางการได้ชื่อว่าคัมภีร์นอกสารบบ (Apocrypha) จากคำประกาศนี้ ทำให้หนังสือหลายเล่มซึ่งอยู่ในสารบบเจ็ดสิบกลายเป็นคัมภีร์นอกสารบบไป และตามเกณฑ์นี้ความจริงของศาสนายูดาห์ก็คือคำสอนของคัมภีร์ในสารบบ และคำอธิบายเพิ่มเติมทั้งหลายที่ไม่ขัดแย้งกับคัมภีร์ในสารบบ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s