Juan on philosophy of religion

Juan on philosophy of religion ปรัชญาศาสนาของฮวน

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปัญหาของนักบุญฮวนก็คือสหชีวภาวนามีสถานภาพเป็นอย่างไร และกระแสชีวิตของผู้บรรลุสหชีวภาวนาเป็นอย่างไร
สหชีวภาวนา (unitive prayer) ก่อนอื่นท่านนักบุญฮวนนิยามสหชีวภาวนาว่าได้แก่ “การรับรู้พระเจ้าอย่างสิ้นเชิงด้วยความรักแท้ และปฏิบัติทุกอย่างด้วยความรักดังกล่าว” หมายความว่าเป็นสถานภาพของผู้หมดกิเลสตัณหาทุกประการ ตัดตัวกูของกูได้อย่างหมดสิ้น
นักบุญฮวนแบ่งสหชีวภาวนาออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับราตรีแห่งผัสสะ ราตรีแห่งปัญญา และสหชีวภาพที่เปลี่ยนชีวิต

ราตรีแห่งผัสสะ(night of the sense) เป็นระยะเริ่มแรกของผู้บรรลุสหชีวภาวนา เขาจะหยุดให้ความสำคัญแก่ผัสสะและอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลาย แต่จะสนใจเข้าใจพระเจ้าและวิถีทางของพระองค์ด้วยสติปัญญา ปัญญาของเขาจะทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลและการหยั่งรู้ บางครั้งเขาอาจจะได้รับการส่องสว่างจากพระจิตฉายวาบให้เข้าใจอะไรได้อย่างชัดเจนเกินความสามารถของเขา การภาวนาของเขาในระยะนี้จึงเป็นทั้งกัมมันต์และอกัมมันต์ปน ๆ กันไป ความเข้าใจของเขาจึงไม่ขึ้นอยู่กับเหตุผลอย่างเดียวซึ่งจะแห้งแล้งเหมือนความเข้าใจของนักปรัชญาเหตุผลนิยม แต่จะมีส่วนที่นุ่มนวลน่าทึ่งอันสืบเนื่องมาจากการดลใจจากพระจิต ซึ่งจะดลใจให้แก่แต่ละคนอย่างน่าทึ่งต่าง ๆ กัน

ราตรีแห่งผัสสะของนักบุญฮวนมีข้างขึ้นข้างแรม เริ่มโดยราตรีข้างขึ้น (luminous night) หรือราตรีกัมมันต์ (active night) ช่วงนี้ผู้บำเพ็ญภาวนารู้สึกชื่นชมสนุกสนานกับประสบการณ์ใหม่ในชีวิตแห่งการใช้ปัญญาแทนผัสสะ หากเขาติดข้องอยู่กับความชื่นชมอย่างนี้เขาจะไม่ก้าวหน้าต่อไป ดังนั้นเมื่อพระเจ้าทรงปล่อยให้เขาได้ลิ้มรสความชื่นชมเป็นรางวัลได้ชั่วระยะหนึ่ง พระองค์จะให้เขาหมดความรู้สึกนั้น เพื่อชำระล้างจิตใจของเขาให้บริสุทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้น เขาจะเข้าสู่ระยะราตรีข้างแรม (obscure night) หรือราตรีอกัมมันต์ (passive night) หลายคนถูกการทดลองเช่นนี้เข้าก็ท้อถอยและละทิ้งการบำเพ็ญภาวนาไปเสียเลย เรียกว่าเสียกระแสเรียกแห่งการบำเพ็ญภาวนาไป เขาจะพอใจเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา หากใครมีความเพียรอดทน จะเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมสำหรับตัดตัวกูของกูจากยองใยแห่งผัสสะ เมื่อยองใยแห่งผัสสะเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลง เขาจะเข้าสู่ระดับกลางของสหชีวภาวนา คือ ระดับราตรีแห่งปัญญา

ราตรีแห่งปัญญา (night of the mind) เป็นระยะกลางของสหชีวภาวนา ผู้บำเพ็ญภาวนาถึงระดับนี้จะหยุดให้ความสำคัญแก่การทำงานของปัญญา คือเลิกสนใจการใช้เหตุผลและการหยั่งรู้ เพราะได้รับการส่องสว่างจากพระจิตอย่างเพียงพอแล้ว ในช่วงแรกซึ่งเป็นราตรีข้างขึ้นหรือราตรีกัมมันต์แห่งปัญญา ผู้บำเพ็ญภาวนาจะรู้สึกอิ่มเอิบปีติในประสบการณ์ใหม่ ก็เช่นเดียวกันกับในระยะราตรีแห่งผัสสะ พระจิตเจ้าจะอนุญาตให้เขาได้ลิ้มรสอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เพื่อเป็นรางวัลที่ได้ก้าวมาถึงระดับนี้ ครั้นได้เวลาพอสมควรพระจิตเจ้าจะระงับความชื่นชมเสีย เพื่อให้เขาได้ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ตัดยองใยแห่งตัวกูของกูที่ยังมีอยู่ในปัญญาให้หมดสิ้น

ถึงระยะนี้แล้วยากที่เขาผู้นั้นจะท้อถอย เขาจะยินยอมให้พระจิตเจ้าจัดการได้ตามที่พระองค์จะทรงพอพระทัย ท่านนักบุญไม่ได้กล่าวไว้ว่า อาจจะมีใครท้อถอยได้บ้างหรือไม่ แต่จากการที่ท่านนักบุญกล่าวไว้ว่าการทดลองใจที่ยิ่งใหญ่ในชั้นนี้ก็คือการทดลองใจในเรื่องของความเชื่อ ความไว้ใจ และความรัก ซึ่งรวมเรียกว่าคุณธรรมหลักทางเทววิทยา ทำให้น่าจะสรุปได้ว่าอาจจะมีได้ และผู้ที่จะท้อถอยในชั้นนี้ก็คือผู้ที่สำคัญตนผิด คิดว่าตนเก่งกล้าด้วยตนเองได้ ไม่ยอมขึ้นกับพระเจ้าอีกต่อไป อยากจะเก่งเองอย่างที่นักบุญเปาโลเรียกว่ากระทำบาปต่อพระจิตเจ้า(To sin against the Holy Spirit) และเป็นบาปที่พระคัมภีร์เล่าไว้ว่าซาตานและปีศาจทั้งหลายได้กระทำ อันเป็นผลให้พวกเหล่านั้นต้องผละและหนีหน้าจากพระเจ้า เพื่อจะเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยพระเจ้า

สหชีวภาพที่เปลี่ยนชีวิต นักบุญฮวนชี้แจงต่อไปว่า เมื่อพระจิตเจ้าทดลองใจเพื่อทำลายยองใยแห่งตัวกูของกูหมดทุกระดับเช่นนี้แล้ว ก็จะถึงเวลาที่พระองค์สวมชีวิตพระเจ้าให้แก่เขา เขาจะมีชีวิตต่อไปเพื่อพระองค์เท่านั้น เขาหมดตัวกูของกูอย่างเด็ดขาด เขาจะไม่มีวันถอยห่างจากพระองค์ต่อไปอีกแล้ว เรียกว่าเขาบรรลุสหชีวภาพที่เปลี่ยนชีวิต (transforming union) ชีวิตของเขาจะไม่หยุดอยู่นิ่ง ชีวิตของเขาจะลุกโชติช่วงและเผาไหม้อยู่ตลอดเวลาเหมือนเปลวไฟ ใครได้สัมผัสชีวิตของเขาจะพลอยได้รับทั้งแสงสว่างและความร้อนไปด้วย เขาเป็นเครื่องมือของพระเจ้าตลอดเวลา เขาอาจจะประสบปัญหา และพระเจ้ามักจะให้ประสบปัญหาหนัก ๆ เสียด้วย เหมือนกับว่าให้เขาได้ร่วมแบกกางเขนของพระองค์ แต่เขาจะสดชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ความยากลำบากกลับเป็นโอกาสให้เขามีความสุขอิ่มเอิบ ความยากลำบากให้ความสุขแก่เขามากกว่าความสบาย เขาไม่รู้และไม่สนใจแล้วว่าเขามีความเชื่อความวางใจและความรักหรือไม่ แต่ชีวิตทั้งหมดของเขาคือความเชื่อความวางใจและความรักที่ทรงชีวิต เขาไม่รู้แล้วว่าชีวิตของเขาเป็นราตรีหรือทิวา เพราะทั้งชีวิตของเขาคือกองเพลิงที่ทรงชีวิต เขาไม่รู้ว่าในตัวของเขาเป็นอัตตาหรืออนัตตา เพราะชีวิตของเขาหายไปในพระเจ้าอย่างสมบูรณ์

สรุปได้ว่า นักบุญฮวนแห่งไม้กางเขนเป็นอาจารย์ของพวกบำเพ็ญปัสนาภาวนา คือ บรรดาผู้ที่สละโลกและแยกตัวจากโลกเพื่ออุทิศชีวิตสำหรับการปัสนาโดยเฉพาะ ในคริสตจักรคาทอลิกมีนักพรตหลายคณะที่มุ่งบำเพ็ญปัสนาภาวนาโดยเฉพาะ สำหรับในประเทศไทยฝ่ายชายมีคณะคาปูซิน ที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ฝ่ายหญิงมีคณะคาร์เมลที่ซอยคอนแวนต์ ระหว่างถนนสีลมกับถนนสาธร กรุงเทพฯ และที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง คณะคาปูชินหญิงที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี สำหรับผู้ที่ยังอยู่ในสังคมและทำงานอยู่ในสังคม อาจจะประยุกต์บางส่วนมาใช้ได้บ้าง จะปฏิบัติทุกอย่างเอาจริงคงไม่ได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s