ism

aris-1

ism ลัทธิ

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

คำว่า “ลัทธิ”เป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เข้าใจเรื่องความหมายของภาษา ว่ามิได้มีความหมายเดียวแบบตรงไปตรงมาตามตัวอักษรอย่างที่คิด แต่กลับมีได้หลายความหมาย ที่ไม่คงที่ตายตัว มีความเคลื่อนไหว พัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาที่ผ่านไป เสมือนมีชีวิต ภาษานอกจากจะบ่งถึงสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างหลากหลายกันไปตามความต้องการของผู้ส่งสารแต่ละคนแล้ว ยังสร้างความจริงของความหมายได้ใหม่ที่อาจจะแตกต่างกันไปอีกทอดหนึ่งแก่ผู้รับสารได้อีกด้วย คำว่า “ลัทธิ” (-ism) ในภาษาไทยชาวบ้านขณะนี้จึงรู้สึกว่าจะมีความหมายน่ารังเกียจไปเสียแล้ว

“ลัทธิ” เป็นคำยืมมาจากภาษาบาลีว่า ลทฺธิ หมายถึง “ความเชื่อทางศาสนา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อที่ขัดแย้งกับความเชื่อของพระพุทธศาสนา คำว่า “ลัทธิ” เป็นคำที่ชาวพุทธใช้เรียกความเชื่อทางศาสนาอื่น เช่น ลัทธินิครนถ์ ลัทธิศักดิ เป็นต้น

ในหนังสือตำราทางวิชาการเก่า ๆ มีการใช้คำว่า “ลัทธิ”และ “ศาสนา” ผสมปนเปกันไป ในความหมายเดียวกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง ก่อให้เกิดความสับสนในความหมายพอสมควรทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร เราพอจะวิเคราะห์แยกประเด็นความหมายของคำว่า “ลัทธิ” ที่ใช้ในภาษาไทยที่แตกต่างกันได้ อย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้

ประการที่ 1 ใช้เป็นศัพท์บัญญัติแทนคำว่า doctrine ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “ความคิดความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต และอาจมีผู้ก่อตั้งหรือไม่ก็ได้” เช่น ลัทธิหมอผีวูดู ลัทธิขงจื๊อ ลัทธิชินโต เป็นต้น คำว่า “ลัทธิ”ในความหมายนี้บางคนก็ใช้ปนๆ กับคำว่า “ศาสนา” เป็น ศาสนาขงจื๊อ ศาสนาชินโต เป็นต้น

ประการที่ 2 คำว่า “ลัทธิ” อาจหมายถึง “ความเชื่อกลุ่มย่อยที่แยกออกมาจากความเชื่อดั้งเดิมเดียวกัน” เช่น ลัทธิไศวนิกาย ลัทธิไวษณพนิกาย ลัทธิพรหม ต่างก็เป็นความเชื่อกลุ่มย่อยของศาสนาเดียวกัน คือ ศาสนาฮินดู ในแง่นี้ลัทธิ มีความหมายเหมือนกับคำว่า “นิกาย”

ประการที่ 3 ลัทธิ หมายถึง “ความเชื่อกลุ่มย่อยที่แยกออกไปจากนิกายของศาสนาใด ศาสนาหนึ่งอีกทีหนึ่ง” เช่น ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ มีลัทธิย่อย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ลัทธิลูเทอแรน ลัทธิคริสต์จักรฟื้นฟู และลัทธิแองกลิคัน เป็นต้น ปัจจุบันนิยมใช้ว่า “คณะ” แทน

ประการที่ 4 ลัทธิ หมายถึง “ความคิดความเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่จำกัดว่าจะต้องเกี่ยวกับศาสนาเท่านั้น” ในกรณีนี้คำว่า “ลัทธิ” มักจะใช้เป็นคำแปลส่วนประกอบของคำศัพท์ที่บัญญัติจากคำภาษาอังกฤษที่ลงท้ายด้วยคำว่า “ –ism” เช่น ลัทธิเสรีนิยม แปลมาจากคำว่า liberalism ลัทธิมาร์กซ์ แปลมาจากคำว่า Marxism ลัทธิอัตถิภาวนิยม แปลมาจากคำว่า Existentialism ลัทธิหลังสมัยใหม่หือลัทธิหลังนวยุค แปลมาจากคำว่า Postmodernism เป็นต้น

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542)ให้ความหมายของ “ลัทธิ” ไว้ว่าหมายถึง “คติความเชื่อถือ ความคิดเห็น และหลักการ ที่มีผู้นิยมนับถือและปฏิบัติตามสืบเนื่องกันมา เช่น ลัทธิสังคมนิยม ลัทธิชาตินิยม ลัทธิทุนนิยม” ในปัจจุบัน เรานิยมใช้คำว่า “ลัทธิ” “ศาสนา” และ “นิกาย” แยกจากกัน นั่นคือ นิยมใช้คำว่า “ลัทธิ” เฉพาะในความหมายประการที่ 4 เท่านั้น ส่วนในความหมายประการที่1, 2 และ 3 จะนิยมใช้คำว่า “ศาสนา” “นิกาย”และ “คณะ” แทนตามลำดับ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการทางภาษาที่เป็นไปเพื่อความสะดวกและง่ายต่อผู้ใช้ภาษาเป็นสำคัญ

แม้ความหมายของ “ลัทธิ” ทางวิชาการนั้นจะมีความหมายเป็นกลาง ๆ ที่มิได้บ่งชี้ไปในทางดีหรือชั่ว แต่ปรากฏว่ากลับถูกตีความโดยผู้รับสารให้มีความหมายไปในทางที่น่ารังเกียจอยู่บ่อย ๆ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะได้อิทธิพลจากความหมายในภาษาบาลี ที่ตีความหมาย “ลทฺธิ” ว่าเป็น ความเชื่อที่แตกต่าง ขัดแย้งกับศาสนาของตน แล้วพากันรังเกียจ จึงพึงสนใจรู้และใช้วิจารณญาณศึกษาแยกประเด็น ว่ามีอะไรที่ดีถูกใจให้เก็บเอาไว้ใช้ประโยชน์ ส่วนใดไม่ถูกใจก็ปล่อยไว้ให้ผู้อื่นศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามอัธยาศัย ความแตกต่างกันทางความเชื่อและความคิดนั้นไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป แต่สามารถร่วมมือกัน เติมเต็มซึ่งกันและกันได้ เพื่อให้เข้าถึงความเป็นจริงที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s