instincts, the four

ubekha

instincts, the four สัญชาตญาณ 4

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

มนุษย์มีสัญชาตญาณระดับ 4 ที่พืชและสัตว์ไม่มีเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์โดยเฉพาะ ในลักษณะสัญชาตญาณที่แสวงหาความสุขแท้ตามความเป็นจริง (The Authentic Happiness According to Reality) สัญชาตญาณนี้จะเจริญเติบโตเต็มที่ก็ต่อเมื่อปัญญาได้พัฒนาถึงขั้นวุฒิภาวะ (maturity) เป็นการตอบสนองสัญชาตญาณปัญญาอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนดีพร้อม (integrity)

สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์อย่างเห็นได้ชัด ประการแรกก็คือ มนุษย์มีสติปัญญาและไหวพริบ มีการเรียนรู้จากบทเรียนต่าง ๆ ในขณะที่สัตว์มีเพียงสัญชาตญาณที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเท่านั้น ความแตกต่างประการที่สองคือ มนุษย์มีจิตสำนึกด้านคุณธรรม ส่วนสัตว์ไม่มีสิ่งเหล่านี้ (จะเห็นได้ว่าสัตว์จะยืนมองพวกของมันในฝูงถูกสังหารอย่างไร้ความเสียใจ ในขณะที่มนุษย์จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือเพื่อนให้รอดพ้นจากอันตราย) สังคมมนุษย์จึงมีพัฒนาการมากกว่าสัตว์ที่ใช้เพียงสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวในการดำรงเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สัตว์หลายสายพันธุ์ต้องสูญสิ้นไปจากโลก ในขณะที่มนุษย์มีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันด้วยสิ่งที่เหนือกว่าสัญชาตญาณคือ สติปัญญาที่เกิดมาจากการเรียนรู้และวิวัฒนาการ ทำให้มนุษย์มีอำนาจเหนือสัตว์อื่น มนุษย์จึงใช้สัญชาตญาณและการเรียนรู้แสวงหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญาที่ซับซ้อนร่วมกับสัญชาตญาณของการปรับตัว เนื่องจากสัตว์ใช้สัญชาตญาณในการดำรงชีวิต แต่มนุษย์ต้องใช้ปัญญาและมโนธรรมในการดำเนินชีวิต จึงจะอยู่อย่างเป็นสุขเหนือทุกข์

ตามธรรมชาติแล้วจิตมนุษย์มีสัญชาตญาณ 3 ระดับ รวมสัญชาตญาณสสาร (hyle) เป็น 4 ระดับ อันได้แก่

  • Sarx คือ ร่างกายซึ่งรวมสัญชาตญาณสสาร (มีความเกียจคร้าน ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง)
  • phytozoon สัญชาตญาณอารักขาชีวิตส่วนตัว (ชอบการได้เปรียบ)
  • Pneumaคือ จิตเป็นสัญชาตญาณอารักขายีนที่เหมือนกับตนเอง
  • Nous คือปัญญาเป็นพลังของเหตุผลและองค์ประกอบสัญชาตญาณปัญญาของมนุษย์มี 4 พลังที่ร่วมกันเป็นความคิด คือ1) พลังในการสร้างสรรค์ (creativity) 2) พลังในการปรับตัว (adaptivity) 3) พลังในการแสวงหา (requisitivity) 4) พลังในการร่วมแรงแข็งขัน (solidarity) ซึ่งทั้ง 4 พลังนี้จะทำให้สัญชาตญาณปัญญาเกิดขึ้น

เมื่อมีคุณธรรมจริยธรรมตามหลักคำสอนที่ถูกต้องของศาสนามาร่วมประกอบด้วยแล้ว จะยิ่งเข้าถึงความดีพร้อม ทำให้รู้จักกลั่นกรองด้วยการวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน สามารถแยกแยะประเมินผลแล้วนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

จะเห็นได้ว่า ความสุขของมนุษย์อยู่ที่การมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจะกระทำได้โดยจัดระเบียบสัญชาตญาณของตน โดยใช้ปัญญาเป็นตัวควบคุม หากปัญญาเข้าใจถึงสัญชาตญาณของตนและสามารถควบคุมให้สัญชาตญาณปัญญาร่วมมือกันและใช้พลังอย่างเต็มที่ในทิศทางเดียวกันเพื่อประโยชน์ร่วมกัน สิ่งที่ได้รับคือความสุขที่แท้จริง ชีวิตจะมีหลักยึดเหนี่ยวแต่ไม่ยึดติด (Life of discipline to hold, not to attach to) พร้อมจะพัฒนาสู่ความดีมีคุณภาพมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จุดมุ่งหมายของมนุษย์คล้ายกันแทบเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ว่า พุทธ คริสต์ อิสลาม คือ ต้องการความสงบสุขเป็นหลักใหญ่ แต่จุดหมายปลายทางหรือที่ไปมีชื่อเรียกแตกต่างกัน อย่างศาสนาพุทธเรียกว่า นิพพาน หรือทางศาสนาคริสต์เรียกว่า สวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า จะอย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว มนุษย์ต้องการค้นหาปัญญามาเพื่อหลีกหนีสัญชาตญาณ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s