Inquisition of the Catholic Church

Inquisition of the Catholic Church บทบาทของศาลศาสนา

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ศาลศาสนา (Inquisition of the Catholic Church) เป็นผลจากการดำริของสันตะปาปาลูเชียสที่ 3 (Lucius III คอ. 1183-1185) และต่อ ๆ มา เพราะทรงเห็นว่าหลังจากมีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาแล้ว ความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาก มีนักคิดจำนวนไม่น้อยที่เที่ยวแพร่ความคิดใหม่ของตนตามชุมชนคริสต์ ยากที่ชาวบ้านธรรมดาจะตัดสินได้ว่าของใครขัดต่อข้อเชื่อของคริสตจักรหรือไม่

อยู่มาในปี 1232 จักรพรรดิแห่งมหาอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ทรงพระนามว่า ฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัชเซียได้ออกกฤษฎีกาห้ามแยกตัวทางศาสนา ผู้ใดฝ่าฝืนต้องได้รับโทษ(เฉพาะในรัฐปรัสเซีย)ของพระองค์ ทั้งเพราะทรงเห็นว่าการแตกแยกตัวทางศาสนาจะนำความอ่อนแอมาสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งมหาอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แม้กฤษฎีกาของพระองค์จะไม่มีผลบังคับในรัฐอื่น ๆ แต่ก็มีผลทางชี้แนะให้รัฐอื่น ๆ ทำตาม

ดังนั้น สันตะปาปาเกรโกรีที่ 9 (Gregory IX คอ. 1227-41) จึงต้องสานต่อโดยประกาศตั้งศาลศาสนาขึ้นในปี ค.ศ.1233 โดยแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านคำสอนศาสนาให้ช่วยวินิจฉัยว่าคำสอนใดถูกหรือผิดข้อเชื่อ มีมาตรการสำหรับผู้ตรวจการว่า “เมื่อท่านไปถึงเมืองใดเมืองหนึ่ง ให้เรียกประชุมบีชอพ คณะบาทหลวงและชาวบ้านเพื่อชี้แจงข้อเชื่อ ต่อจากนั้นให้เลือกคนที่มีชื่อเสียงดี เพื่อช่วยท่านสอบสวนผู้สอนผิดหรือถูกสงสัยว่าสอนผิดตามที่มีผู้กล่าวหา หากพบว่าผิดจริงก็ให้เกลี้ยกล่อมให้ประพฤติตัวให้ถูกต้องเสีย หากเขาไม่ยอมเชื่อฟังจึงประกาศคว่ำบาตรคือตัดขาดจากสมาชิกภาพของศาสนจักร และส่งตัวให้ศาลบ้านเมืองดำเนินคดี”

ต่อมาสันตะปาปาอินนาเซนท์ที่ 4 (Innocent IV คอ. 1243-54) ได้ออกกฤษฎีกา Ad extirpanda (เพื่อถอนรากถอนโคนคำสอนผิดทั้งหลาย) ในปี ค.ศ.1252 เห็นชอบกับการข่มขู่และการซ้อมให้รับสารภาพ หากยอมสารภาพก็เพียงแต่ริบทรัพย์ แต่หากไม่สารภาพและสอบสวนได้ความจริงก็ให้ริบทรัพย์และจำคุกหรือประหารชีวิตโดยการเผาทั้งเป็น เมื่อสัญชาตญาณได้โอกาสทองเช่นนี้ก็ย่อมไม่ละโอกาส อวิชชาเข้าผสมโรงอย่างเต็มที่ การใช้อำนาจล้นฟ้าตอบสนองกิเลสและอวิชชาจึงเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง การฉกฉวยโอกาสทุกรูปแบบ เช่น การซื้อตำแหน่ง การเล่นพวก การกลั่นแกล้งใส่ร้าย การปล่อยสัญชาตญาณดิบแสวงเหยื่อทั้งในด้านกามารมณ์และโหตารมณ์ (sadism) มีเล่าให้ฟังกันได้ไม่รู้เบื่อ

ปีค.ศ.1542 สันตะปาปาพอลที่ 3 ทรงตั้งคณะกรรมการดูแลความเชื่อโดยมีคาร์ดินัล 6 ท่าน(ต่อมาในปีค.ศ.1587 เพิ่มเป็น 13 ท่าน) เพื่อประกอบเป็นศาลฎีกาตัดสินข้อเชื่อให้รัดกุมและให้เลิกการลงโทษอื่นนอกจากประกาศตัดจากสมาชิกภาพ ทุกประเทศยอมตามยกเว้นประเทศสเปน ซึ่งรัฐบาลยังยึดถือนโยบายเดิมต่อไปจนถึงปีค.ศ.1834

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s