Hume on truth

Hume on truth ความจริงของฮิวม์

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮิวม์ (David Hume 1711-1776)เป็นนักประสบการณ์นิยมสุดขั้ว เริ่มจากหลักการของลัค (ดู John Locke) ว่า

– All knowledge is analysed into ideas (ความรู้ทั้งหมดวิจัยออกได้เป็นมโนคติ)
– All ideas come from experiences (มโนคติทั้งหลายได้มาจากประสบการณ์)
– All experiences come by way of the senses (ประสบการณ์ทั้งหลายผ่านมาทางประสาทสัมผัส)

มีปัญหาค้างคาใจว่า มโนคตินั้นมีลักษณะอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

ฮูม แยกอธิบายเป็น 2 ระยะ คือระยะแรกขณะที่เราเริ่มมีประสบการณ์โดยตรงถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ประสบการณ์มีความชัดเจน สดใส ประทับใจ เราเรียกว่าภาพประทับ (impression) ครั้นเหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้ว สิ่งกระตุ้นภายนอกไม่กระทบประสาทโดยตรง แต่เรายังสามารถนึกภาพได้ลาง ๆ ไม่ชัดเจน ไม่สดใสอีกต่อไป ภาพประทับเช่นนี้แหละเราเรียกว่า มโนคติ พูดง่าย ๆ ก็คือสภาพของผัสสะที่ยังค้างอยู่ในความทรงจำ หรืออีกนัยหนึ่งคือภาพประทับเลือนลางที่ยังค้างอยู่นั่นแหละคือ มโนคติ

ฮูม ผลักดันประสบการณ์นิยมไปไกลถึงกับแถลงว่าความรู้ทุกอย่างที่ไม่ผ่านทางผัสสะเสียก่อนล้วนเป็นโมฆะ เสียเวลาศึกษา เช่นเรื่อง แก่นสาร (substance) สสารจิตและแม้แต่กฎการเป็นสาเหตุ พูดง่าย ๆ ก็คือปรัชญาแต่เดิมมาทั้งหมดเป็นเรื่องไร้สาระ งมงาย ฮูมจึงเรียนปรัชญาเพื่อค้านปรัชญา ความรู้ที่มีประโยชน์จึงมีแต่วิทยาศาสตร์ภาคทดลองเท่านั้น แม้คณิตศาสตร์ก็เป็นโมฆะ เพราะเนื้อหาของคณิตศาสตร์ เช่น เส้นตรง วงกลม สามเหลี่ยม ใครเคยเห็นบ้าง เราไม่เคยมีประสบการณ์ถึงเส้นจริง ๆ เลยสักเส้นเดียว เส้นจริง ๆ ต้องมีแต่ความยาวไม่มีความกว้าง เราขีดเส้นทีไรก็มีความกว้างทุกที เส้นที่ไม่มีความกว้างมีแต่ในความคิดเข้าใจ เราไม่สามารถมีประสบการณ์ได้โดยตรงเลย

เรายอมรับกฎการเป็นสาเหตุ (principle of causality) ก็เพราะความเคยชิน (custom) ถ่ายทอดกันมาเรื่อย ๆ จากชั่วคนถึงชั่วคน ประสบการณ์บอกเราแต่เพียงว่ามีเหตุการณ์ (event) หนึ่ง แล้วก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งตามมา ประสบการณ์ไม่เข้าถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองเหตุการณ์นั้นเลย เราเคยชินเข้าก็เลยสรุปเอาเกินประสบการณ์ไปว่ามีความสัมพันธ์เป็นสาเหตุและผลต่อกัน จนเป็นหลักการยอมรับกันทั่วไปว่า “มีผลต้องมีสาเหตุ” ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์จริงมีเพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามกันมาเท่านั้นเอง

ความสม่ำเสมอในธรรมชาติ (uniformity of nature) ก็เช่นกัน เรามีภาพประทับใจเฉพาะในปัจจุบัน ในอดีตเรามีมโนคติเลือนราง หรือเชื่อตามคนอื่น อะไรจะประกันได้ว่าในอนาคตจะเป็นเหมือนเดิม ความยุ่งยากทั้งหลายเหล่านี้เนื่องมาจาก ความเคยชินทั้งสิ้น“Custom, not reason, is the great guide of hunman life” (ความเคยชิน ไม่ใช่เหตุผล ที่นำทางชีวิตมนุษย์)

ฮูมผลักดันประสบการณ์นิยมไปถึงที่สุดทำให้กลายเป็นคนช่างสงสัย (sceptic) ไม่ไว้ใจแม้กระทั่งความคิดและเหตุผลของตนเอง “Every step I take is with hesitation, every new reflection makes me dread an error and absurdity in my reasoning” (ทุกฝีก้าวข้าพเจ้ารู้สึกลังเลใจ ความคิดใหม่ทุกทีทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกขยาดต่อความผิดหลงและกลัวเหตุผลบ้า ๆ)

คำวิจารณ์ของฮูมมีความเฉียบคมมาก กลายเป็นแบบอย่างของการวิเคราะห์ประเด็นและวิจารณ์เชิงลบ นักรื้อถอนนิยม(deconstructionist) ในปัจจุบันถือเป็นผู้นำหน้า ผู้มองโลกในแง่ดีถือว่าข้อวิจารณ์ของฮูมก่อให้เกิดการปรับตัวมากมายที่เป็นคุณ แต่ก็เป็นโทษสำหรับผู้ไม่รู้ปรับตัว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s