Hume on network

Hume on network ฮิวม์เรื่องเครือข่าย

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เรามีมโนคติของคุณภาพต่าง ๆ จับกลุ่มกัน เช่น สี เสียง รส รูป ฯลฯ เรากลัวว่ามันอยู่ลอย ๆ ไม่ได้ จึงอนุมานว่าต้องมีสิ่งรองรับที่เรียกว่าสาระ(substance) ซึ่งคงตัวอยู่เสมอ แม้คุณภาพจะเปลี่ยนไป เพราะเราเชื่อกันว่าเป็นวัตถุชิ้นเดิม เราไม่สามารถมีภาพประทับของสาระ ไม่มีตามที่เรารู้กันอยู่ (อาจจะมีก็ได้ แต่ไม่ใช่อนุมานมาตามที่เราอนุมานแล้วเชื่อ)

หากเคร่งครัดตามกระแสเหตุผลของประสบการณ์นิยมจริง ๆ ฮิวม์ย่อมจะต้องปฏิเสธความรู้เรื่องสาระที่เชื่อว่าตรงกับความเป็นจริง ฮิวม์จึงต้องวิเคราะห์ดูสาเหตุที่ทำให้เราเชื่อว่ามีสาระ ทั้ง ๆ ที่มันไม่เป็นวัตถุของอายตนะ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือความรู้ของเรามีแต่ภาพประทับและมโนคติ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเชื่อได้ว่ามันจะต้องมีความเป็นจริงภายนอก จะมีก็แต่ผลทางจิตวิทยา คือเราพบว่ามีความสม่ำเสมอ (constancy) และความกลมกลืน (coherence) เราจึงถูกจูงใจให้เชื่อว่ามีวัตถุภายนอก “มันเป็นข้อเท็จจริงที่สังเกตกันอยู่ว่า จินตนาการเมื่อปลุกให้ทำการคิดอย่างต่อเนื่อง ก็จะคิดได้ต่อไปเรื่อย ๆ แม้จะไม่มีอะไรให้คิดแล้ว เหมือนเรือที่ยังแล่นต่อไปทั้ง ๆ ที่พลพายหยุดพายแล้ว”นั่นคือเมื่อเราพบว่าการเปลี่ยนเป็นไปแบบเดียวกันหลาย ๆ ครั้ง จินตนาการของเราก็ทำงานต่อไปโดยคาดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นทุกครั้ง ก็เลยสรุปต่อไปว่าตัวการที่ประกันความสม่ำเสมอเช่นนี้ก็คือ สารัตถะ ซึ่งเป็นการเป็นตัวเอง ที่ให้ความเหมือนของสัญชานในเวลาต่างกัน

สาระไม่มีร่องรอยของความเป็นจริงเลย ไม่เป็นแม้กระทั่งความน่าจะเป็น ทั้งนี้ก็เพราะเราเห็นว่าถ้าไม่เชื่อว่ามีสาระก็ไม่เดือดร้อนอะไรเลย ส่วนข้อเท็จจริงแห่งความเชื่อว่ามีความเป็นสาเหตุ ต้องเชื่อไว้บ้าง เพราะมีความสำคัญในชีวิต การดำเนินชีวิตต้องการความเชื่อเรื่องความเป็นสาเหตุและความสม่ำเสมอ เราจึงต้องรับฟังไว้ แต่เมื่อไม่มีหลักฐานแน่นอน เราก็ให้ค่าอย่างมากเพียงความน่าจะเป็น

โลกภายนอก(external world) นั้น เราแน่ใจว่ามีภาพประทับและมโนคติ แต่เราไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร เราไม่มีทางจะรู้ได้ว่าตัวการเป็นอะไร จึงเสียเวลาเปล่า ๆ ที่จะถกเถียงหรือค้นหา เราไม่มีทางจะรู้ว่าเกิดจากวัตถุภายนอกตรงกับที่เรามีสัญชาน มีสาระอันลึกลับ หรือพระเจ้า หรือตัวเราเองปั้นขึ้นมาหรือไม่ เราควรจะพอใจกับขอบเขตของปัญญาของเรา ไม่ควรตะเกียกตะกายเกินตัว นี่คือวิมัตินิยม (skepticism) ของฮิวม์
เป็นอันว่าสำหรับฮิวม์อภิปรัชญาไม่อาจมีได้ เพราะเราไม่มีทางจะรู้ได้ว่ามีอะไรจริง ๆ อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ของเราหรือไม่ ไม่มีหลักฐานสำหรับยืนยันหรือปฏิเสธได้

วิญญาณหรืออัตตาก็เหมือนกัน ไม่มีหลักฐานจะรู้ได้ว่ามีหรือไม่มี จิตวิญญาณที่เราเชื่อกันว่าอยู่ประจำกับร่างกายมนุษย์นั้นเนื่องมาจากการที่เรามีสัญชานต่อเนื่องกัน และด้วยความเคยชินก็อนุมานเอาว่าต้องมีอัตตาหรือ่จิตวิญญาณเป็นตัวยืนในฐานะสาระคงตัว
ฮิวม์พยายามวิเคราะห์ดูกำเนิดของความเชื่อเรื่องอัตตาเช่นเดียวกับที่ทำกับเรื่องสาระ

ก่อนอื่นฮิวม์ชี้ให้เห็นว่าอัตตามีจริงเป็นไปไม่ได้ เหตุผลก็คือ อัตตาหมายถึงสิ่งถาวรในตัวเรา ถ้าเรารู้ได้ก็ต้องรู้ได้ด้วยภาพประทับ ซึ่งจะต้องมีอยู่เรื่อย ๆ ไปโดยไม่มีการขาดระยะหรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ จนตลอดชีพ แต่ปรากฏจากประสบการณ์ว่าเราไม่มีภาพประทับดังกล่าว เรามีแต่ภาพประทับอื่น ๆ ทั้งสิ้น

อัตตาจึงไม่มีจริงในแง่อภิปรัชญา ในแง่จิตวิทยานั้นอัตตาเป็นเพียงกระแสของสัญชานเท่านั้น (เทียบวิญญาณในพุทธปรัชญา) “คนเรียกตัวเองว่าบุคคล แต่ความจริงแล้วคนมิใช่อะไรอื่นนอกจากกลุ่มหนึ่งของสัญชานต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นสืบเนื่องกันอย่างเร็วอย่างยิ่งและไหลหรือเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา จิตเป็นชนิดหนึ่งของเวทีละครซึ่งสัญชานหลาย ๆ อย่างผลัดกันขึ้นแสดงตัว ลง แล้วก็ขึ้นใหม่ เคลื่อนคล้อยไปแล้วปนเปกันในท่าและสภาพต่าง ๆ นับไม่ถ้วน”นั่นคือ การเข้าใจว่าอัตตามีตัวมีตนเป็นความเข้าใจผิด เช่นเดียวกับเรื่องสารัตถะ ไม่มีสิ่งเรียบง่ายเบื้องหลังปรากฏการณ์ และไม่มีสิ่งคงตัวในขณะต่าง ๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s