Hume on ethics

Hume on ethics ฮิวม์กับจริยศาสตร์

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮิวม์เห็นว่าชาวเหตุผลนิยมเข้าใจผิดมากที่จัดจริยศาสตร์เข้าประเภทคณิตศาสตร์ โดยคิดว่าจริยธรรมสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล แต่ฮิวม์เห็นว่าเหตุผลอยู่ในระดับความคิด ไม่สามารถผลักดันให้เราทำกิจกรรมได้ แต่ทว่าจริยธรรมย่อมผลักดันให้ทำกิจกรรม เพราะฉะนั้นจริยธรรมไม่อยู่ในประเภทเหตุผล

อะไรเล่าผลักดันให้เราทำกิจกรรม ฮิวม์เห็นว่าก็มีแต่ความอยากได้ความพอใจ(pleasure) และหลีกเลี่ยงความทุกข์(pain) เท่านั้น เพราะฉะนั้นความพอใจและความทุกข์เป็นมาตรการวัดจริยธรรม การอยากได้ความพอใจและพยายามหลีกเลี่ยงความทุกข์รวมเรียกว่ากิเลส(passion) เพราะฉะนั้นหลักจริยธรรมเป็นเรื่องของกิเลส ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล เหตุผลอาจช่วยแนะให้กิเลสรู้ว่าที่ไหนมีความพอใจและที่ไหนมีความทุกข์ เหตุผลจึงมีฐานะเป็นเพียงทาสของกิเลส“เหตุผลเป็นและควรเป็นเพียงทาสของกิเลส และไม่น่าบังอาจถือศักดิ์ศรีเกินหน้าที่รับใช้และเชื่อฟังกิเลส”นับว่าฮิวม์กลับไปหาลัทธิรตินิยม(hedonism) อันเป็นผลสรุปจากปรัชญาลัทธิประสบการณ์นิยม

การรู้ว่าอะไรให้ความพอใจ อะไรให้ความทุกข์เป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล “จริยธรรมเป็นเรื่องคุณสมบัติรู้สึกได้ยิ่งกว่าจะตัดสินได้” ฮิวม์จึงต้องค้นคว้าเรื่อง ความรู้สึก จริยธรรม(moral sentiment) ซึ่งฮิวม์วิจัยออกดังนี้

ก. Pride and Shame เมื่อเรารู้สึกชอบหรือไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเราเอง (ภูมิใจ-อับอาย)
ข. Love and Hate เมื่อเรารู้สึกชอบหรือไม่ชอบเกี่ยวกับผู้อื่น (รัก-เกลียด)
ค. Like and Dislike เมื่อเรารู้สึกชอบหรือไม่ชอบเกี่ยวกับวัตถุ (ชอบ-ไม่ชอบ)

เหตุก็เพราะความรู้สึก (sentiment)กลุ่มแถวหน้า(Pride, Love, Like)ให้ความพอใจ ส่วนกลุ่มหลัง(Shame, Hate, Dislike)ให้ความทุกข์ คุณธรรม(virtue)หรือนิสัยดีก็คือ ความรอบคอบในการคำนวณทางได้เสียอย่างแม่นยำ ตัดสินใจแล้วก็มีทางได้ความพอใจมากกว่าล้มเหลว ถ้าคำนวณผิดพลาดบ่อย ๆ นั่นเรียกว่า มี นิสัยเลว(vice) เพราะฉะนั้น คุณธรรม = ความรอบคอบ และกิเลส = ความไม่รอบคอบ ส่วนความกล้าหาญและการรู้จักประมาณตนก็รวมอยู่ในความรอบคอบแล้ว

ความยุติธรรม (justice)ไม่ใช่ความรู้สึกทางศีลธรรม แต่เป็นความพร้อมใจ (convention) ตกลงกันในสังคม เช่นเดียวกับกติกาอื่น ๆ ในสังคม เช่น กฎจราจร กฎหมายระหว่างชาติยามสงคราม ฯลฯ ที่คิดตั้งกฎกันขึ้นมาก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หาได้เกิดจากความพอใจหรือความทุกข์แต่ประการใดไม่

รัฐบาลและกฎหมายก็เป็นเรื่องของการตกลงเพื่อประโยชน์ร่วมกัน รัฐบาลและกฎหมายที่มีจุดหมายดังนี้อยู่แล้วควรรักษาไว้ ไม่ควรเปลี่ยนเพราะเหตุอันเนื่องมาจากวงศ์สกุล ศาสนา ลัทธิ หรือเรื่องส่วนตัว ความเชื่อในศาสนานั้นเกิดจากความกลัวของมนุษย์ดั้งเดิม แล้วต่อมามีคนเขียนเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ส่วนพระเจ้าในทำนองปรัชญา คือ เท่าที่พิสูจน์ด้วยวิธีเปรียบเทียบนั้น สรุปได้ว่ามีพระเจ้าผู้วางแผนสร้างโลกเพียงในขั้นน่าจะเป็นเท่านั้น คือสรุปได้อย่างมากว่าน่าจะมีพระเจ้าผู้สร้างโลก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s