Hume on causality

Hume on causality ฮิวม์เรื่องความเป็นสาเหตุ

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮิวม์ได้วิเคราะห์กำเนิดของมโนคติแล้วลงความเห็นว่า เรามีความรู้เป็นมโนคติแต่ละหน่วย ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างมโนคตินั้นเราหามีมโนคติไม่ เราเพียงแต่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์ต่อกันในบางกรณี ความสัมพันธ์บางอันเราให้ชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์สาเหตุ เราเพียงแต่รู้ว่ามันเกิดขึ้นร่วมกันเช่นไฟกับการไหม้ของกระดาษ เราไม่มีมโนคติว่าทำไมจึงต้องเป็นเช่นนั้น ไม่มีทางที่เราจะเข้าใจได้
บาร์กลีย์เห็นว่าการเป็นสาเหตุเป็นเพียงความหมายของคำพูดในลักษณะของนามนิยม ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น การเป็นสาเหตุมิได้มีจริงในสิ่งของ เพียงแต่พระเจ้าบันดาลให้เราเห็นเป็นสาเหตุและผลติดตามเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วการเป็นสาเหตุมีจริงก็เฉพาะในพระปัญญาของพระเจ้าเท่านั้น

ฮิวม์เห็นว่าความคิดของบาร์กลีย์อยู่นอกความสนใจของเรา ให้เราสนใจเฉพาะเรื่องของมนุษย์ก็พอแล้ว จึงหันไปพิจารณาความคิดของลัค เห็นดีด้วยว่าเราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการเป็นสาเหตุเป็นอะไร และอธิบายเพิ่มเติมว่าที่เราเชื่อกันอยู่นั้นก็เนื่องมาจากความเคยชิน(custom) อันเนื่องมาจากความเชื่อถือว่ามีความสม่ำเสมอในธรรมชาติ (uniformity in nature) อีกต่อหนึ่ง เช่น เมื่อเราเห็นลูกบิลเลียด Aชนลูกบิลเลียด BลูกB ก็วิ่งไปลงหลุม เรามีภาพประทับอันต่อเนื่องกัน และความเชื่อในความสม่ำเสมอของธรรมชาติทำให้ปัญญาสร้างการเชื่อมโยง 2 ภาพประทับเข้าด้วยกัน และจากความเคยชินที่เรามีในการออกแรงทำการ จินตนาการของเราก็เลยสร้างความสัมพันธ์การเป็นสาเหตุให้แก่ลูกบิลเลียดทั้งสอง แต่ความจริงแล้วเรามองไม่เห็นความเป็นสาเหตุในลูก Aหรือความเป็นผลในลูก Bแต่ประการใด นั่นคือทั้งลัคและฮิวม์ถือว่าความรู้ของเราเป็นอะตอมแยกกันเป็นหน่วย ๆ ไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน มีแต่การเรียงกันในอวกาศหรือการสืบเนื่องกันในเวลาเท่านั้น จินตนาการของเราเป็นตัวกำหนดว่ามีการสืบเนื่องอย่างจำเป็น

เมื่อเรามีสนธิการแห่งมโนคติจนเกิดความเคยชิน ต่อไปเมื่อเราเห็นสิ่งหนึ่ง ความเคยชินทำให้เรานึกถึงอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ เมื่อมีมโนคติเกิดขึ้นร่วมกันหลาย ๆ ครั้ง ทำให้เราเชื่อว่ามีความสม่ำเสมอในธรรมชาติ เรามีความรู้สึกต่อไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเรียกร้องให้ต้องมีสิ่งที่สอง หรือถ้ามีสิ่งที่สองก็อดคิดไม่ได้ว่าต้องมีสิ่งที่หนึ่งเป็นตัวการ ทำให้เกิดมโนคติของการเป็นสาเหตุขึ้น ลงเอยด้วยการเชื่ออย่างสนิทใจว่า ข้อเท็จจริงที่เรามีในประสบการณ์ของเราล้วนแต่สัมพันธ์กันด้วยความเป็นสาเหตุทั้งสิ้น กลายเป็นหลักการว่ามีผลต้องมีสาเหตุ จึงน่าจะสำรวจดูสักหน่อยว่า มโนคตินี้เกิดขึ้นมาอย่างไร

ฮิวม์ว่าต้องได้มาจากประสบการณ์ เพราะก่อนประสบการณ์ไม่สามารถบอกว่าอะไรจะเกิดตามอะไร มนุษย์ดั้งเดิมรู้ว่าไฟมีความร้อนก็เพราะประสบการณ์ เรารู้ว่าขนมปังเป็นอาหารได้ก็โดยทดลองกินดู เราจะอนุมานเอาเหมือนมุมภายในของรูปสามเหลี่ยมรวมกัน เท่ากับ 2 มุมฉากไม่ได้ เรารู้ว่าลูกบิลเลียดที่ 2 ถูกลูกที่ 1 กระแทก จะวิ่งไป ก็ต่อเมื่อมีประสบการณ์แล้วเท่านั้น
มโนคติซึ่งเลือนรางมาจากภาพประทับย่อมเป็นมโนคติเฉพาะหน่วย ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า มโนคติสากลมาจากไหน เช่น มโนคติของคน รูปสามเหลี่ยม ความแดง การเคลื่อน ที่มีความหมายทั่วไปโดยไม่กำหนดหน่วยใดทั้งนั้น ลัคชี้แจงว่าปัญญามีความสามารถทำการถอดจากมโนคติเฉพาะหน่วยที่คล้ายคลึงกัน ปัญญาของเราสามารถแยกเอาส่วนที่ต่างกันออกทิ้งไปเสีย จนเหลือส่วนที่เหมือนกันในทุกหน่วย เรียกว่า มโนคติทั่วไป (general idea)

บาร์กลีย์แย้งว่าถ้าเอาลักษณะเฉพาะออกก็จะไม่เหลืออะไรเลย เช่น แดง ถ้าเอาสารทุกชนิดที่เป็นตัวรองรับสีแดงออกเสียให้หมด สีแดงก็พลอยหมดไปด้วย เพราะไม่รู้จะอยู่กับอะไร บาร์กลีย์แก้ใหม่ว่า ปัญญาของเราสร้างมโนคติขึ้นมาใหม่ซึ่งอาจจะแทนหน่วยย่อยทุกหน่วยได้ คือเราเอาหน่วยเฉพาะมาใช้อย่างสากลนั่นเอง

ฮิวม์เอาความคิดของบาร์กลีย์มาดัดแปลงว่า ปัญญามีสมรรถภาพทำสนธิการแห่งมโนคติ จนสามารถกลั่นออกมาเป็นมโนคตินามธรรมได้ คือ มโนคติคล้าย ๆ กัน เราชอบเอามาจับกลุ่มกัน แล้วใช้คำเรียกกลุ่มของสิ่งที่คล้าย ๆ กันที่เรารู้และที่คนอื่นอาจจะรู้ เราจึงพูดกันรู้เรื่อง ตอนนี้นับว่าฮิวม์หันเข้าหาลัทธินามนิยมแต่อธิบายให้เห็นชัดเจนขึ้น

โดยประสบการณ์เราทราบว่าเมื่อมี A ก็มี Bติดตามมา เราเลยเชื่อต่อ ๆ กันมาจากบรรพบุรุษว่า Aเป็นเหตุของ Bนี่เป็นเพียงการอนุมานในปัญญาของเรา เราไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่า Bเกิดมาจาก Aด้วยความจำเป็น ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าสักวันหนึ่งBจะไม่เกิดขึ้นตาม Aเราเพียงแต่ยืนยันได้ด้วยประสบการณ์ว่า เท่าที่เคยประสบมา Bติดตาม Aเสมอ เราได้เพียงความน่าจะเป็น(probability) ไม่ใช่ความจริง เราไม่เคยมีภาพประทับของการเชื่อมโยง

เรามีแต่ภาพประทับของการประชิด การสืบเนื่อง และการต่อเนื่องสม่ำเสมอ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง (matter of facts)

การเชื่อ (belief) เกิดจากการเคยชินและการอบรมเป็นนิสัย แล้วเราก็พยายามโน้มให้ภาพประทับใหม่ ๆ เข้าแนวเดิม ถ้าไม่เข้าแนวเดิมเราก็ไม่สนใจหรือคิดว่าผิดไปเลยอย่างสบายใจ“การเชื่อทำให้มโนคติมีพลังและมีอิทธิพล ทำให้รู้สึกว่ามีความสำคัญมากขึ้น ตรึงแน่นอยู่ในสมอง และกลายเป็นหลักการคลุมกิจกรรมต่าง ๆ ของเราทั้งหมด”(The belief gives the ideas more force and influence : it makes them appear of greater important ; infixes them in mind ; and renders them the governing principle of all our actions)
การเชื่อต่างกันกับการกำหนดของจิต(detemination of mind) การเชื่อเป็นการโน้มเอียงสร้างระบบขึ้น จากประสบการณ์ที่เคยมีมา ส่วนการกำหนดเป็นการโน้มเอียงที่จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล เช่นเราเห็นลูกบิลเลียด Aกระทบลูกบิลเลียด Bเห็นลูก Bกลิ้งไป สมองของเราก็กำหนดว่า Aเป็นเหตุให้ Bเคลื่อนที่ไป เป็นต้น แต่ความเชื่อทำให้เราเชื่อว่าถ้าA กระทบมุมเท่านั้นเท่านี้Bจะต้องกลิ้งไปทางโน้นทางนี้เป็นต้น

ความน่าจะเป็น(probability) เป็นความเชื่อที่ชนะความเชื่ออื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน ไม่มีกฎอะไรกำหนด เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัวอันเนื่องมาจากประสบการณ์

คนทั่วไปเคยเชื่อกันมาว่าสาเหตุและผลมีการเชื่อมโยงที่จำเป็น (necessary connection) เนื่องจากสาเหตุมีพลังซึ่งจะทำให้ผลเกิดขึ้นด้วยความจำเป็น ตามหลักการนี้ เราน่าจะอนุมานผลจากสาเหตุได้

แต่ฮิวม์ข้องใจว่าพลังและการเชื่อมโยงที่จำเป็นสัมพันธ์กันอย่างไร ต้องวิเคราะห์ดูเสียก่อน ปรากฏว่าวิเคราะห์ต่อไปไม่ได้และมีประสบการณ์ก็ไม่ได้ ฮิวม์จึงถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ตามครรลองของจิตวิทยา เรามีภาพประทับว่าลูกบิลเลียด 1 กระทบลูก 2 ลูก 2 วิ่ง เราไม่มีภาพประทับของพลังงานหรือของการเชื่อมโยงที่จำเป็น แต่ประการใด สมองของเราสร้างต่อไปเอง เราเห็นแต่เพียงการสืบเนื่องของเหตุการณ์ (succession of events) เราเอามาเทียบกับภาพประทับภายในของเรา เราเคยมีเจตจำนงอยากจะทำอะไรสักอย่างแล้วแขนขาก็ขยับ หรือมีมโนคติเกิดขึ้นมาใหม่ ๆ ต่อจากเจตจำนง เราเคยชินกับการเชื่อมโยงภายในตัวเรา ก็เลยเชื่อมโยงกับสิ่งภายนอกในทำนองเดียวกัน โดยให้เหตุการณ์ก่อนมีพลังเป็นตัวการให้เกิดเหตุการณ์ที่ 2 แต่ความจริงเราก็ไม่เคยมีประสบการณ์ของพลังหรือความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ภายใน เราเชื่อมโยงเอาเองด้วยความเคยชินเท่านั้น ดังนั้น ความหมายที่แท้จริงของความเป็นสาเหตุ ก็คือ เรามีมโนคติของการเชื่อมโยง ซึ่งเกิดจากสนธิการของมโนคติ ซึ่งมีบ้างแล้วในสัตว์ และสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงในมนุษย์

นี่คือต้นกำเนิดของปรัชญาวิเคราะห์ (philosophical analysis) ด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s