Hobbes on truth

Hobbes on truth ฮับส์ว่าด้วยความจริง

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ความจริงคืออะไร ฮับส์ไม่เชื่อว่ามีความจริงวัตถุวิสัย (objective truth) คือไม่เชื่อว่าความรู้ของเราจะต้องตรงกับความเป็นจริงภายนอก ความรู้ของเราอย่างมากก็ได้แค่ ความจริงทางวิชาการ (scientific truth) ซึ่งได้แก่ ความถูกต้องในความสัมพันธ์ระหว่างประธานกับภาคแสดง ความจริงจึงอยู่ที่การเลือกนามมาสัมพันธ์กัน เป็นความจริงวิเคราะห์ (analitical truth) คือเป็นความจริงที่แฝงอยู่ในนิยามของนามที่เรานำมาเข้าประโยค ประโยคจะจริงหรือเท็จก็แล้วแต่นิยามที่เราตกลงกันให้แก่นามที่นำมาเข้าประโยคสัมพันธ์กัน

“ความจริงขึ้นอยู่กับการตกลงหรือการปลงใจร่วมกันระหว่างมนุษย์” (Truth therefore depends upon the contracts and consent of men) เช่น เส้นขนานคือเส้นที่ต่อออกไปแล้วไม่มีวันพบกัน

การเมือง ก็เป็นเรื่องของความจริงที่เราตกลงกันเช่นเดียวกับความจริงทางวิชาการ เราสร้างรัฐขึ้นเหมือนสร้างสามเหลี่ยมและวงกลม เราตกลงกันก่อนว่าควรจะเป็นระบอบใด แล้วจึงค่อย ๆ หาข้อสรุปในทางปฏิบัติต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนพิสูจน์เรขาคณิต

วิทยาศาสตร์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เพราะเราไม่ได้สร้างเทห์ขึ้นเหมือนสร้างสามเหลี่ยมหรือวงกลม เราไม่สามารถกำหนดคุณสมบัติของเทห์เหมือนเรากำหนดคุณสมบัติของสามเหลี่ยม เรื่องของเทห์ในธรรมชาติไม่ขึ้นต่อข้อกำหนดตกลงใจของเรา ตรงกันข้าม เราต้องกำหนดตกลงกันตามที่มันเป็นไปจริงในธรรมชาติ เราค้นพบกฎธรรมชาติไม่ใช่สร้างกฎธรรมชาติขึ้น ความจริงของประโยคจึงขึ้นต่อความเป็นไปในธรรมชาติ ไม่ใช่ขึ้นต่อนิยามที่เราให้แก่นามที่ใช้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในวิทยาศาสตร์เราต้องมีทฤษฎีพื้นฐานขึ้นก่อน (basic theory) แล้วจึงหาข้อสรุปต่อไปด้วยวิธีนิรนัย ทฤษฎีพื้นฐานนี้ได้แก่ทฤษฎีการเคลื่อนที่ (theory of motion) ซึ่งตั้งอยู่บนมโนภาพแรก ซึ่งวิจัยต่อไปไม่ได้ อันเป็นมูลบทซึ่งเราต้องยอมรับรู้ล่วงหน้า

ฮับส์กล่าวคล้ายเดการ์ตว่า “คำเหล่านี้นับว่าได้รับการนิยามเพียงพอแล้ว เพียงแต่โดยใช้คำพูดที่สั้นที่สุดทำให้ผู้ฟังเกิดมีจินตนภาพที่สมบูรณ์และแจ่มแจ้งในปัญญา” เป็นอันว่าวิชาการวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย เกิดจากการที่เราสร้างระบบความรู้ขึ้นจากมูลบทอันเป็นนามที่หมายถึงคุณลักษณะของเทห์ในธรรมชาติ ซึ่งเรามีความเข้าใจแจ่มแจ้งและชัดเจน เรื่องนี้รู้สึกว่าจะคล้ายกับความคิดของเดการ์ต ผิดแต่ว่าฮับส์จำกัดอยู่แต่ในวงการวิทยาศาสตร์ ส่วนเดการ์ตใช้กับความรู้ทุกอย่างโดยคิดจะวางพื้นฐานให้แก่ความรู้ทั้งหมดของมนุษย์ ซึ่งควรจะเป็นระบบเดียวสัมพันธ์กันหมด

ปัญหาที่ฮับส์ทิ้งไว้ก็คือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า มโนภาพขั้นพื้นฐานอันเป็นทฤษฎีการเคลื่อนไหวดังที่ฮับส์ว่าไว้นั้นจะเป็นความจริง เราพิสูจน์ไม่ได้ แต่ยอมรับเอาล่วงหน้า แม้ว่าจะเป็นความเข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน แต่ก็เหมือนความเข้าใจแจ่มแจ้งและชัดเจนทั้งหลายที่อาจผิดพลาดได้ในที่สุด ฮับส์เองก็แสดงความลังเลใจอยู่เหมือนกัน เมื่อกล่าวว่า “เรื่องซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ ขึ้นต่อหลักการ ไม่เหมือนกับที่เรากำหนดกันขึ้นมาเองเป็นคำพูดสากลดังเช่นนิยามทั้งหลาย แต่เป็นหลักการที่เจ้าแห่งธรรมชาติวางไว้ในวัตถุ เราเพียงแต่สังเกตมาได้เท่านั้น”

เมื่อเป็นเช่นนี้ สำหรับฮับส์ วิชาปรัชญาและคณิตศาสตร์ ก็เป็นเพียงเรื่องของตรรกวิทยาเท่านั้น คือนิยามคำขึ้นด้วยการตกลงเห็นชอบกัน แล้วก็ใช้วิธีนิรนัยหาข้อสรุปต่อไปเรื่อย ๆ วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่เข้าถึงธรรมชาติ เช่นคำว่า การเคลื่อนที่ ความแผ่กว้าง ความตรง ปรัชญาสำหรับฮับส์ ก็คือวิทยาศาสตร์อันมีพื้นฐานบนทฤษฎีการเคลื่อนที่ แต่ฮับส์ก็แยกปรัชญากับฟิสิกส์ดังนี้ ปรัชญาเป็นเรื่องของทฤษฎี ส่วนฟิสิกส์เป็นเรื่องของการสังเกตหาข้อมูล เช่นผัสสะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อแสง สี เสียง ความร้อน ฯลฯ ก็ให้สังเกตดู การเคลื่อนที่ภายในและที่มองไม่เห็น (internal and invisible motions) “วัตถุดูเหมือนว่าอยู่คงที่ แต่ก็ไม่คงที่เพราะเปลี่ยนไป”

ส่วนปรัชญานั้น ฮับส์ให้นิยามว่า“ปรัชญา คือ ความรู้ผลหรือรู้ปรากฏการณ์ตามที่เราได้มาจากการใช้เหตุผล สรุปจากเหตุหรือต้นกำเนิด และรู้เหตุหรือต้นกำเนิดจากการรู้ผล”

คำว่าเหตุ ฮับส์หมายถึงการเคลื่อน ที่บันดาลให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้น แม้รูปสามเหลี่ยมก็เป็นผลของการเคลื่อนที่ที่ลากเส้นจนเป็นรูปสามเหลี่ยมขึ้น รัฐก็เกิดจากการไหวตัวของความต้องการของมนุษย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s