Hobbes on philosophy of language

Hobbes on philosophy of language ฮับส์ว่าด้วยปรัชญาภาษา

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮับส์อยู่ในสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างยุคกลางกับยุคใหม่ คนหัวใหม่เชื่อตามเบเคินว่าความรู้คือพลัง เชื่อว่าพลังของความรู้จะควบคุมธรรมชาติได้ ปัญหาจึงอยู่ที่วิธีจะเข้าถึงความรู้ วิธีการจึงเป็นกุญแจทองที่ใฝ่ฝันหากัน แขนงวิชานี้เรียกว่า methologogy(วิชาวิธีการวิทยา)
ฮับส์เห็นว่าวิธีการอุปนัยจากประสบการณ์(induction from experiences) ให้เพียงความรอบคอบ(prudence)เท่านั้น เราเพียงแต่รู้ข้อมูลแล้วเดาเอาว่าภายหน้าน่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ความรู้ที่แท้จริงหรือความปราดเปรื่อง ต้องมาจากเหตุผลซึ่งจะให้ความจริงแน่นอน ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนในวิชาเรขาคณิต

วิชาเรขาคณิตเริ่มต้นจากนิยาม เราตกลงกันว่าคำนั้นหมายถึงอย่างนั้นแล้วก็เอาคำเหล่านั้นมาผูกเข้าเป็นประโยคและข้อความ เราก็ได้วิชาความรู้ขึ้นมา แต่ความจริงข้อสรุปที่เราได้มาด้วยการผูกประโยคก็ดี ทำการพิสูจน์ก็ดี เป็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในคำนิยาม เพียงแต่แฉออกมาโดยระบุออกมาเท่านั้น “เหตุผลไม่ใช่อะไรอื่นเป็นการคำนวณ คือบวกและลบนั่นเอง เพื่อสรุปผลของคำที่เราตกลงกันไว้ว่าให้แทนความคิดของเรา”

คำพูดจริงมิได้แทนสิ่งของ แต่แทนความคิดของเรา เราเข้าใจอย่างไร เราก็หาคำพูดเป็นสัญลักษณ์แสดงให้คนอื่นทราบ เราไม่รู้ว่าความคิดของเราตรงกับความเป็นจริงภายนอกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นคำพูดจึงมิได้แทนธรรมชาติของสิ่งของ (= อิทธิพลจากลัทธินามนิยมของอักเคิม) ส่วนคำพูดเท็จนั้นไม่แทนอะไรเลย แม้แต่ความคิดของผู้พูดเองด้วย

เสียงร้องของสัตว์ไม่ใช่คำพูด เพราะมันออกมาด้วยความจำเป็น ไม่มีการตัดสินใจ ไม่ใช่เป็นตัวแทนของความคิด สัตว์จึงร้องได้ แต่พูดไม่ได้ คนร้องได้เมื่อไม่แสดงความคิด แต่เมื่อใช้ความคิด จะแสดงออกมาก็แสดงพร้อมกับการตัดสินใจ จะไม่แสดงออกมาก็ได้ คือเก็บไว้คิดคนเดียว เสียงที่ออกมาจากการตัดสินใจแสดงความคิดออกมา เรียกว่า คำพูด เป็นส่วนย่อยที่สุดของภาษา เสียงร้องไร้ความคิดนั้นแสดงออกมาเหมือนปรากฏการณ์อื่นในธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง เมฆ ลมพัด ฯลฯ นกแก้วอาจจะพูดความจริง แต่มันไม่รู้ความหมาย และไม่มีความตั้งใจ เราไม่เรียกว่าภาษาหรือแม้คำพูด

ฮับส์แบ่งคำพูด (names) ออกเป็น รูปนามและนามนาม(concrete and abstract name) รูปนามยังแบ่งเป็นนามเฉพาะและนามสากล(proper name and universal name) สำหรับนามเฉพาะเรามีความคิดตรงกับวัตถุ ส่วนนามสากลนั้นมีเฉพาะในความคิด วัตถุจริง ๆ ไม่มีสากล มีแต่เฉพาะหน่วย (particular) ฮับส์จึงถือเหมือนชาวนามนิยม (nominalism) ว่าสากลเป็นเพียงความคิดและนามที่เราใช้แสดงความคิดออกมาเท่านั้น

นาม-นาม เกิดประโยค คือเมื่อเราเชื่อสองนามด้วยตัวเชื่อม (copula) เช่น คนเป็นสิ่งมีชีวิต เราก็พยายามหาสาเหตุของข้อความในประโยค เราจึงต้องหาคำแสดงความคิดอันเป็นสาเหตุนั้นขึ้น เช่น คำว่าชีวิตเป็นต้น สาเหตุเหล่านี้ไม่ใช่ธรรมชาติของสิ่งของ แต่เป็นจรสมบัติ (accident)นักวิทยาศาสตร์บางคนเข้าใจผิด คิดจะหากฎรวมให้แก่จรสมบัติเหล่านี้ ซึ่งจะมีกฎรวมไปไม่ได้ เช่น กาลิเลโอต้องการจะหากฎทั่วไปของกลศาสตร์เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ เป็นต้น

ฮับส์ได้วิจัยการใช้คำพูดและพบว่าความคิดหลายอย่างเนื่องมาจากรูปภาษา จนได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวิชาปรัชญาวิเคราะห์ (analitical philosophy) เช่นบอกว่าภาษาที่ไม่ใช้กริยาเป็น (verb to be) เป็นตัวเชื่อม(Copula) ฟุ่มเฟือย เช่น This man is goodเท่ากับคนนี้ดี ภาษาไทยไม่ต้องใช้คำเป็นมาเชื่อม คนที่ใช้ภาษาอย่างนี้ จะไม่มีความเข้าใจเรื่อง Essence(สารัตถะ), Reality(ความเป็นจริง), Quiddity(แก่น)นอกเสียจากมาเรียนภาษาตะวันตก หรืออธิบายให้เข้าใจกันตามแนวภาษาตะวันตก
อนึ่ง คำ is ในภาษาตะวันตกก็ใช้ต่างกัน เช่น

a) Man is a living body บอกประเภท
b) Here is Thomas Hobbes บอกที่อยู่
c) The blood is red บอกลักษณะ
d) The cloth is bloody บอกของแปลกปลอม

จึงเห็นว่า Verb to be ไม่กำหนดประเภทเสมอไป ดังที่เราเรียนในตรรกวิทยา
ปรัชญาแขนงปรัชญาภาษาเพิ่งจะมาฟื้นตัวกันขนานใหญ่ในปัจจุบันนี้เอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s