historical data

historical data ข้อมูลประวัติศาสตร์

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

“ประวัติศาสตร์” ทุกเรื่องเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ถ้าไม่บิดเบือนเลยก็จะไม่ใช่ประวัติศาสตร์ แต่เป็นการทำประวัติศาสตร์เสียเอง ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่เล่นคำ แต่เรื่องจริงมันมีอยู่ว่าเราทุกคนทำประวัติศาสตร์ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย คือมีพฤติกรรมและทำการที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นและสิ่งอื่นตลอดเวลา ล้วนแต่สร้างข้อมูลให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ได้ทั้งสิ้น แต่ส่วนมากสูญหายไปกับกาลเวลา เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ (event) ที่ “สูญหายไปกับประวัติศาสตร์” หมายความว่าในขณะที่เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในชั่วชีวิตของเรากลายเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ เพราะมีคนเก็บเอาไปเขียนในประวัติศาสตร์ ส่วนเหตุการณ์ที่มีเราเกี่ยวข้องด้วยไม่ถูกเก็บไว้ให้ศึกษาในประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีใครสนใจเก็บเอาไว้ จึงสูญหายไปในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ที่จะกลายเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้น ต้องมีผู้สนใจบันทึกไว้เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ใดไม่มีการบันทึกไว้ก็จะไม่เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ ข้อมูลเหล่านี้จะยังไม่เป็นประวัติศาสตร์จนกว่าจะมีผู้สนใจเอาไปปะติดปะต่อเรียบเรียงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ ในการปะติดปะต่อเรียบเรียงนั้นเองก็ย่อมมีการเลือกข้อมูล ผู้เรียบเรียงแต่ละคนก็จะเลือกตามความสนใจของตนซึ่งไหวตัวอยู่ตลอดเวลาเหมือนเปลวเพลิง จนกล่าวจะได้ว่าข้อมูลจำนวนหนึ่งที่ถูกเลือกไว้โดยบังเอิญ คือบังเอิญขณะที่เลือกนั้นพบเห็นและชอบ หากไม่พบเห็นก็คงจะไม่ชอบหรือถ้าพบเห็นในขณะอื่นก็อาจจะไม่ชอบ คงมีแต่ข้อมูลหลักบางประการเท่านั้นที่ฝังจิตฝังใจชอบและแสวงหาอยู่ตลอดเวลา ไม่ประสบก็ต้องขวนขวายหา ยิ่งไม่พบยิ่งโหยหา ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษในจิตใจของเขา จึงต้องมีอยู่ด้วยเสมอไม่ว่าเขาจะเขียนประวัติศาสตร์ในเวลาใด มีข้อมูลบางข้อที่เป็นความสนใจของสังคมระดับชาติ ใครคนใดในชาตินั้นเขียนประวัติศาสตร์ต้องมีข้อมูลนั้น และมีบางข้อมูลที่เป็นความสนใจของสังคมระดับโลก ใครคนใดในโลกที่เขียนประวัติศาสตร์ต้องมีข้อมูลนั้น ยังมีบางข้อมูลที่เป็นความสนใจสากล คือไม่ว่าใครจะเขียนประวัติศาสตร์ในยุคใดสมัยใด ต้องมีข้อมูลนั้น ๆ

เมื่อเลือกข้อมูลได้ตามใจอยากแล้ว ก็ต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน ตอนนี้เป็นตอนสร้างสรรค์ของผู้เขียนประวัติศาสตร์ ก็ย่อมเป็นไปตามกระบวนการสร้างสรรค์ คือมีเนื้อหา รูปแบบ ธาตุศิลปะ และธาตุศิลปินในที่นี้เนื้อหาคือข้อมูลประวัติศาสตร์ รูปแบบคือประเภทและขอบข่ายประวัติศาสตร์ที่ตั้งใจจะเขียน ธาตุศิลปะก็คือ ความงาม ความแปลก และความน่าทึ่งที่ผู้เขียนสามารถใส่และอยากใส่แต่ไม่สามารถหรือสามารถน้อยกว่าที่อยาก บางทีมันแทรกเข้ามาเองด้วยความชำนาญและความเคยชิน ผู้เขียนเองไม่ทันตระหนักว่ามันได้แทรกเข้าไปแล้ว ผู้อ่านจะวิจักษณ์ได้ดีกว่า ส่วนธาตุศิลปินนั้นได้แก่ลัทธิความเชื่อ อารมณ์และกระบวนทัศน์ เป็นตัวกำหนดทิศทางและแนวทางอยู่ตลอดเวลาทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งผู้อ่านจะสามารถวิจักษณ์ได้ดีกว่าเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่าทำไมหลายครั้งผู้อ่านสามารถอธิบายตัวบทได้ดีกว่าผู้เขียนตัวบทนั้นเองเสียอีก

ผู้เขียนประวัติศาสตร์ทุกคนจึงเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ในด้านประวัติศาสตร์ และผู้วิจารณ์ประวัติศาสตร์ก็เป็นศิลปินอีกแบบหนึ่งที่สร้างบทวิจารณ์ประวัติศาสตร์ ในทำนองนี้ผู้เขียนประวัติปรัชญาก็เป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ในด้านประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับปรัชญา และผู้เขียนประวัติปรัชญาโบราณก็กำหนดกรอบความสนใจให้แคบลงมา และในขณะเขียนเฉพาะเรื่องก็คงเป็นศิลปินสร้างสรรค์งานเขียนประวัติศาสตร์เฉพาะส่วนที่กำหนดแคบลงไปอีกตามลำดับ

ประวัติปรัชญาจึงได้แก่เรื่องเล่า (narrative) เกี่ยวกับปรัชญา อันประกอบด้วยเรื่องราว (story) และเกล็ด (fable) ต่าง ๆ อันเกิดจากการตีความข้อมูลปรัชญาที่หลงเหลืออยู่ในประวัติศาสตร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s