hermeneutics, author is dead

barth

hermeneutics, author is dead การตีความผู้แต่งตายเสียแล้ว

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ผู้แต่งตายเสียแล้ว (the author is dead)เป็นข้อความอุปมาโดย Roland Barth ที่กระตุกความสนใจของผู้อ่านได้อย่างมาก คล้าย ๆ กับประโยคที่ Nietzsche เคยพูดไว้ว่า “พระเจ้าตายแล้ว” ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองท่านมิได้ตั้งใจให้หมายความว่าทั้งผู้แต่งหรือพระเจ้าได้ตายไปแล้วจริง ๆ แต่เป็นความพยายามที่จะลดความสำคัญของผู้แต่งลงมาให้ความสำคัญต่อตัวบทและผู้อ่านแทน โดยเห็นว่าผู้แต่งเป็นเพียงผู้เลือกคำจากระบบภาษามาเรียงกันเท่านั้น เขาจะคิดอะไร รู้สึกอะไร ตั้งใจอะไร ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ผู้อ่านจะได้อะไรจากตัวบทมากกว่า

แนวคิดดังกล่าวของ Roland Barth เป็นแนวคิดหลังนวยุคนิยม (Postmodernism) ที่ต้องการต่อต้านนวยุคภาพที่ให้ความสำคัญแก่ผู้แต่งว่าเป็นผู้รู้ความจริง มีประสบการณ์ และสามารถนำเสนอความคิดของตนได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านทางภาษาที่ประพันธ์ขึ้นเป็นตัวบท ผู้อ่านสามารถรับรู้ความหมายที่ผู้แต่งต้องการสื่อได้อย่างตรงไปตรงมาผ่านทางตัวบท โดยเริ่มจากการศึกษาศัพท์และไวยากรณ์ ร่วมกับการพยายามรู้เบื้องหลังและสภาพจิตใจตลอดจนบริบทสภาพแวดล้อมของผู้แต่ง แล้วปรับความรู้สึกนึกคิดให้เหมือนผู้แต่ง ก็จะเข้าใจสิ่งที่อ่านได้ตรงกับที่ผู้แต่งต้องการสื่อผ่านตัวบทนั้น ๆ

หลังนวยุคนิยมเห็นว่าภาษามิได้บ่งถึงความเป็นจริง แต่บ่งถึงความหมายตามกติกาที่ใช้ คำมีความหมายจากการที่มันหมายความต่างจากคำอื่น ๆ ในระบบภาษา มิได้แทนความเป็นจริงใด ๆ นอกจากนั้นภาษามิได้เพียงบรรยาย แต่ทำการไปในตัวด้วย ภาษาจึงไม่ได้สื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาแต่กลับสามารถสร้างความหมายต่อไปได้ไม่จำกัด เมื่อผู้แต่งนำเสนอความคิดผ่านตัวบท ทันทีที่เกิดตัวบทขึ้น ตัวบทนั้น ๆ ก็จะเป็นอิสระจากผู้แต่ง และสามารถสร้างความหมายต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ ขึ้นกับการตีความของผู้อ่านและวัฒนธรรมที่เป็นกรอบของตัวบท

ผู้แต่งจึงเสมือนตายไปแล้วพร้อม ๆ กับการเกิดขึ้นของตัวบทและผู้อ่าน การอ่านจึงมิใช่เป็นเพียงการค้นหาความหมายว่าผู้แต่งต้องการบอกอะไร ประหนึ่งว่างานนั้นๆ มีความหมายเดียวตายตัวซ่อนอยู่เท่านั้น แต่การอ่านเป็นศิลปะ เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ที่ต้องอาศัยวิจารณญาณ ผู้อ่านมิใช่เป็นเพียงผู้รับรู้หรือค้นหาความหมายตายตัวที่ซ่อนอยู่ในตัวบท ในการอ่านผู้อ่านกำลัง “เขียน” กำลังสร้างงานนั้น ๆ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจมีความหมายเกินกว่าที่ผู้แต่งได้เขียนเอาไว้ ทุกงานเขียนเมื่อถูกตีพิมพ์สู่ท้องตลาดต่างมีความเป็นอิสระตัดขาดจากผู้แต่ง ผู้แต่งไม่มี “สิทธิ์” กำหนดขอบเขตการตีความ การอ่านจึงกลายเป็นกิจกรรม “ไร้ขอบเขต” เปิดสู่การตีความที่หลากหลายกว้างขวางเกินกว่าความหมายหนึ่งเดียวของผู้แต่ง

การอ่านคือการตีความ (interpretation) ซึ่งไม่ต่างจากการตรวจสอบหรือตีค่าของสิ่งต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง (a way of creating new values) มิใช่เป็นเพียงการค้นหาคุณค่าที่ให้มาล่วงหน้า (pre-given values) เท่านั้น วิจารณญาณของผู้อ่านจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ขาดไม่ได้ ผู้อ่านต้องรู้จักวิเคราะห์ตีความหมายให้รอบด้านที่สุดโดยไม่ละทิ้งประเด็นใดเลยเพื่อนำมาประเมินหาคุณค่าของความหมาย แล้วเลือกแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์มาใช้ในการสร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s