Heraclitus

Heraclitus เฮร์เรอคลายเถิส

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เฮร์เรอคลายเถิส (ก.ค.ศ.540?-470?) เป็นชาวเอฟเฝอเสิส อันเป็นนครรัฐหนึ่งในแคว้นอโอว์เนีย จึงเชื่อได้ว่าได้เรียนรู้ปรัชญาของสำนักเมอลีเถิสมาก่อน เฮร์เรอคลายเถิสเห็นด้วยกับนักปรัชญาสำนักเมอลีเถิสว่า เราต้องรู้ปฐมธาตุของเอกภพ เพื่อรู้กฎเกณฑ์ของเอกภพ แต่ไม่เห็นด้วยกับคำตอบที่ว่า ปฐมธาตุเป็นเนื้อสารอะไรสักอย่างที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสิ่งต่าง ๆ เพราะความคิดอย่างนี้ทำให้มีปัญหาว่าอะไรเป็นตัวการของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสำนักเมอลีเถิสอ้างว่าตัวการของการเปลี่ยนแปลงมีแทรกประจำอยู่ในเนื้อสารทุกส่วน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจจะมีปัญหาซึ่งสำนักเมอลีเถิสยังไม่ได้คิด คือปัญหาว่าพลังเปลี่ยนแปลงบังคับเนื้อสารได้อย่างไร

เฮร์เรอคลายเถิสจึงคิดว่า เพื่อตัดปัญหานี้ ปฐมธาตุน่าจะได้แก่การเปลี่ยนแปลงนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงคือธาตุแท้ของทุกสิ่ง เป็นบ่อเกิดของทุกสิ่ง เป็นวัตถุดิบแรกของทุกสิ่ง ทุกสิ่งจึงเป็นอนัตตาหรือความไม่เที่ยง ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั่นเอง สิ่งต่าง ๆ ผิดกันที่อัตราความเร็วของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรอยู่นิ่ง ไม่มีอะไรหยุดอยู่กับที่ ไม่มีอะไรมีสภาพคงตัว เปรียบเสมือนสภาพของกระแสน้ำที่ไหลอยู่เสมอ จนเราไม่อาจจะลงไปอาบน้ำในแม่น้ำสายเดิมได้เป็นครั้งที่สอง เพราะแม้จะรีบขึ้นรีบลงอย่างรวดเร็วสักปานใดก็ตาม น้ำเก่าที่สัมผัสตัวเรานั้นไหลผ่านไปแล้ว น้ำใหม่ไหลเข้ามาแทนที่ สมมุติว่าเราวิ่งไปดักข้างหน้าเพื่อสัมผัสน้ำเดิมให้ได้ ท้องแม่น้ำก็ไม่ใช่แห่งเดิมอยู่นั่นเอง สมมุติอีกตัวอย่างหนึ่งว่าเราก้าวเท้าออกจากห้องนี้แล้วรีบก้าวกลับเข้ามาใหม่ ทุกอย่างในห้องเปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้ว อากาศในห้องถ่ายเทไปบางส่วน ผนังห้องเก่าลงไปนิดหนึ่ง แม้คนก้าวเท้าก็แก่ตัวลงไปนิดหนึ่งแล้วด้วย จะเอาอะไรจีรังยั่งยืนสักสิ่งก็ไม่มี จึงเป็นอันว่าธาตุแท้หรือปฐมธาตุของทุกสิ่งคือการเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเปลี่ยนแปลง นั่นเอง แม้ความสืบเนื่องก็เปลี่ยนแปลงโดยเพิ่มการดับ/เกิดขึ้นมาอีก 1 ครั้ง

การเกิดคือการตาย และการตายคือการเกิด การทำลายคือการสร้าง และการสร้างคือการทำลาย นั่นคือทำลายของเก่าเพื่อให้เกิดของใหม่ และของใหม่จะเกิดได้ก็ต้องทำลายของเก่า ความขัดแย้งคือความกลมกลืน และความกลมกลืนคือความขัดแย้ง นั่นคือ ความขัดแย้งย่อมมีความโน้มเอียงที่จะออมชอมกัน และการออมชอมก็เพื่อขัดแย้งกันใหม่ต่อไป

ไฟเป็นปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงอันเป็นปฐมธาตุดังกล่าว ไฟที่เราใช้หุงต้มเป็นสภาวะหนึ่งของปฐมธาตุ เราสังเกตเห็นว่าไฟหุงต้มมีสภาพไม่คงตัว แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ไฟหุงต้มเป็นทั้งพลังและการเปลี่ยนแปลง จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นสัญลักษณ์ของปฐมธาตุได้ และความจริงก็คือปฐมธาตุที่ปรากฏให้เราเห็นได้ชัดเจนนั่นเอง

ตามความหมายนี้จึงกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งคือไฟและไฟคือทุกสิ่ง บางสิ่งเป็นไฟที่ลุกไหม้เร็ว เช่นเปลวไฟ บางสิ่งเป็นไฟที่ลุกไหม้ช้า เช่นฟืน บางสิ่งเป็นไฟลุกไหม้ช้ามาก เช่นก้อนหิน ดิน ทราย ฯลฯ ถ้าวิญญาณมีจริง วิญญาณก็คือไฟที่ลุกไหม้เร็วมาก จึงมีพลังสูงกว่าไฟที่ปรากฏให้เห็นเป็นสสารและมีความสามารถเป็นพิเศษ ถ้าเทพเจ้ามีจริงเทพเจ้าก็คือไฟที่มีสมรรถภาพสูงขึ้นไปอีก ถ้าพระเจ้ามีจริงพระเจ้าก็คือไฟที่มีสมรรถภาพสูงสุด จึงกล่าวได้ในที่สุดว่าไฟคือพระเจ้าและพระเจ้าคือไฟ

วจนะ (logos) คำนี้เดิมในภาษากรีกแปลว่า คำพูดตามธรรมดา เฮร์เรอคลายเถิสเป็นคนแรกที่ใช้คำนี้ในความหมายว่าบ่อเกิดของปรีชาญาณ นักปรัชญาอีกหลายท่านได้ขบคิดที่มาของปรีชาญาณ ซึ่งสังเกตได้ว่ามีอยู่ในหมู่มนุษย์ ภายหลังนักปรัชญาคริสต์นำเอาคำนี้ไปใช้กับพระเยซู โดยถือว่าพระเยซูคือพระวจนะอวตาร คำนี้จึงกลายเป็นคำที่มีความสำคัญมากคำหนึ่งในปรัชญา และคำนี้เองยังเป็นที่มาของคำ Logic (ตรรกวิทยา)

วจนะของเฮร์เรอคลายเถิสคือไฟบริสุทธิ์ที่แทรกอยู่ในเอกภพ และวจนะนี้แหละที่ควบคุมให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามกฎเกณฑ์เพื่อความก้าวหน้าของเอกภพ ดังนั้นแม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง แต่กฎการเปลี่ยนแปลงจะไม่มีวันเปลี่ยน หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าทุกอย่างเป็นสิ่งอนิจจังไม่เที่ยงเว้นแต่กฎการเปลี่ยนแปลง กฎการเปลี่ยนแปลงมาจากวจนะ หรือวจนะนั่นแหละคือกฎการเปลี่ยนแปลง กล่าวอย่างถูกต้องที่สุดได้ว่ากฎการเปลี่ยนแปลงก็คือองค์พระวจนะนั่นเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s