Gnosticism

Gnosticism ลัทธิญาณนิยม

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ลัทธิญาณนิยมเป็นลัทธินอกรีตศาสนาคริสต์ ได้ชื่อเช่นนี้ก็เพราะถือว่าความรู้แท้ (gnosis) จะได้มาก็โดยการเปิดเผยที่พระเป็นเจ้าประทานให้เป็นส่วนบุคคลเท่านั้นเป็นลัทธิที่พัฒนามาจากศาสนาลึกลับต่างๆ ตามบริเวณรอบทะเลเมดิเตรอ์เรเนียน โดยที่มีจุดหมายเหมือนหัน คือ ความรอดของวิญญาณ (the salvation of the soul) จึงลอกเลียนแบบกันและแข่งขันกันปรับปรุงให้แนบเนียนกว่ากันเพื่อจูงใจสมาชิก บางสาขาก็รับเอาปรัชญากรีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาของเพลโทว์เข้าช่วยอธิบายคำสอนให้มีเหตุผลสมจริงมากขึ้นด้วย ต่อมาบางกลุ่มเอาคริสตศาสนาเข้าผนวกด้วย บางกลุ่มก็เข้านับถือคริสตศาสนาเสียเลย และพยายามใช้ลัทธินี้ช่วยอธิบายคริสตศาสนา คำสอนของพอลและจอห์นก็มีอิทธิพลของลัทธินี้แทรกอยู่มิใช่น้อย การประนีประนอมบางเรื่องไม่เป็นที่ยอมรับจึงกลายเป็นลัทธินอกรีต (heresis)

อภิปรัชญา เป็นลัทธิเอกนิยมแบบล้น (emanating monism) ผสมกับทวินิยมแบบชีวสสารนิยม (hylozoist dualism) คือ ถือว่าความเป็นจริงอันติมะมี 2 อย่าง คือ พระเป็นเจ้ากับสสาร ซึ่งต่างก็มีมาเองอย่างอิสระต่อกัน พระเป็นเจ้าทรงเป็นอุตรวิสัยต่อดลก (transcendent) ทรงอยู่โพ้นขอบข่ายของโลก (transmundane) ไม่ทรงเกี่ยวข้องกับเอกภาพ (acosmic) ยิ่งกว่านั้นทรงเป็นปฏิปักษ์ต่อเอกภพ (anticosmic) เสียด้วยซ้ำ

มาร์เชินเรียกพระองค์ว่าเป็นองค์อื่น (The Other, The Alien) เบเสอลายดิสเรียกว่าองคือภวันต์ (The Not-Being) เวเลินทายเนิสเรียกว่าองค์มหรรณพ (The Abyss) และเมินดีเอิสเรียกว่าองค์ชีวิตอื่น (The Alien Life) เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นองค์ศักยะ (Potency) เต็มเปี่ยม จึงทรงมีความสมบูรณ์อย่างเหลือล้นความสมบูรณ์ของพระองค์จึงล้นออกมาเป็นเทพอีโอน (Eon) ต่างๆ คือเทพมโน (Nous) เทพหรรษทาน (Grace) เทพวจนะ (Logos) เทพวิทยา (Knowledge) เทพชีวิต (Life) เทพปรีชาญาณ (Sophia) ตามลำดับ เทพเหล่านี้แต่ละองค์มีลักษณะเป็นกึ่งบุคคล (quasiperson) รวมทั้งหมดเรียกว่าองค์อภาคี (Pleroma)

จะเห็นได้ว่า ลัทธินี้รับทวินิยมจากษสนาเซเรอธูสเทรอ (Zarathustra ก.ค.ศ. 628?-515?) รับทฤษฎีการล้นของความสมบูรณ์จากลัทธิเพลโทว์ใหม่ (Neoplatonism) แต่ทว่าการล้นสิ้นสุดแค่องค์อภาคีเท่านั้น นำมาผสมกับการสร้างโลกของเพลโทว์โดยโลกสถาปนิก เพื่ออธิบายคริสตศาสนา

ญาณวิทยา เรามีความรู้เกี่ยวกับเอกภพได้โดยตรง กล่าวคือ โดยประสบการณ์และโดยการอนุมานจากประสบการณ์ ส่วนพระเป็นเจ้านั้นเนื่องจากอยู่โพ้นขอบเขตของสสาร เอกภพขึงไม่เปิดเผยอะไรเกี่ยวกับพระองค์เลย พระองค์จึงเป็นผู้ไม่ถูกรู้ (The Unknown) และผู้ไม่อาจจะถูกรูเ (The Unknowable) ด้วยวิธะรรมชาติพระองค์ยังเป็นองค์นิรวจนีย์ (The Ineffable) ด้วย เพราผู้ที่เข้าถึงพระองค์ก็ไม่มีวิธีจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้

วิธีที่มนุษย์พอจะเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้บ้างมีอยุ่ 3 วิธีคือ

1. วิธีปฏิเสธ (negative way) ได้แก่ การปฏิเสธความบกพร่องที่พบในสิ่งสร้าง เช่น พระเป็นเจ้าไม่มีขอบเขต (ปฏิเสธขอบเขต) พระเป็นเจ้าไม่มีร่างกาย (ปฏิเสธร่างกาย) พระเป็นเจ้าไม่มีการเริ่มต้น (ปฏิเสธเริ่มต้น) ฯลฯ
2. วิธีเทิดทูน (eminent way) ได้แก่ การเทิดทูนคุณสมบัติที่ดีในสิ่งสร้างให้สู.เด่นที่สุดในพระเป็นเจ้า เช่น พระเป็นเจ้าทรงเป็นองค์ความยุติธรรม ทรงเป็นองค์ความเมตตา ทรงเป็นองค์ปรีชาญาณ ฯลฯ
3. วิธีเข้าฌาน (mystic way) ได้แก่ การฝึกสมาธิจนบรรลุฌาน ผู้ใดได้ฌานพระเป็นเจ้าจะเปิดเผยความรู้ให้เป็ฯพิเศษเฉพาะตัว เป็นความรู้โดยตรงในจิตใจ รู้แล้วบอกใครไม่ได้ เพราะหาคำพูดสื่อความหายกันโดยตรงไม่ได้ อย่างมากก็สื่อสารกันได้อย่างเลือนรางโดยวิธีปฏิเสธและวิธีเทิดทูน ก็ให้มีศัทธาต่อคำสอนและการปฏิบัติของผู้เข้าถึงเอาไว้ แม้คำสอนของผู้เข้าถึงจะไม่สื่อความหมายได้อย่างสมบูรณ์แต่ก็ใกล้เคียงความจริงมากว่าคำสอนอื่นๆ ให้พอใจเพียงแค่นี้ไว้ก่อน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s