Frazer on religiosity

Frazer on religiosity ความต้องการศาสนาของเฟรเซอร์

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เฟรเซอร์(James George Frazer 1854-1941) คิดว่า ศาสนาแรกสุดของมนุษย์คือ ไสยศาสตร์ (Fetischism) ไม่ใช่วิญญาณนิยม (Animism)ไสยศาสตร์เชื่อว่าสิ่งของบางอย่างมีฤทธิ์ในตัวของมันในเงื่อนไขที่กำหนด โดยอธิบายไม่ได้ว่าทำไม แต่เชื่อเพราะเคยมีประสบการณ์หรือมีผู้น่าเชื่อถือเล่าให้ฟัง เช่น เชื่อว่าอะไรก็ตามที่มีรูปร่างปลัดขลิกเอามาไว้ติดกับตัวจะมีเสน่ห์ เชื่อว่าลูกสุดท้องสามารถรักษาตาต้อได้โดยใช้ทะนานตาเดียววางรูไว้ที่ตาต้อหันปากทะนานไปที่ดวงอาทิตย์กำลังตกดิน เอาข้าวสาร 1 เม็ดวางบนทะนาน แล้วเอามีดโต้ตัดกลางเม็ดข้างสารพลางกล่าวว่า “ตัดต้อหาย สายต้อขาด สายฟ้าฟาด ขาดลงดิน” ทำเช่นนี้ 3 ครั้ง3 วัน ติดต่อกันต้อจะฝ่อและหายเป็นปลิดทิ้ง หรือเชื่อว่าสัตว์บางชนิดเป็นตัวนำโชคดี บางชนิดเป็นตัวนำโชคร้าย เป็นต้น

ส่วนวิญญาณนิยมนั้น เชื่อว่ามีวิญญาณซึ่งเป็นจิตแยกจากสสาร อาจจะสิงและอาศัยสสารเป็นเรือนอาศัย ทำการตามอำเภอใจ อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ เรียกว่ามีน้ำใจหรือน้ำพระทัย ให้สังเกตว่าความเชื่อ 2 อย่างนี้ อาจจะปะปนในสิ่งเดียวกัน อย่างเช่นการถือว่า “ห้ามเหยียบธรณีประตู” อาจจะกลัวฤทธิ์ของธรณีประตู หรือกลัววิญญาณที่สิงสถิตอยู่ที่ธรณีประตูก็ได้ หรืออาจจะเชื่อกึ่ง ๆ ทั้งสองอย่างก็มี

มีหลายอย่างที่เชื่อแบบไสยศาสตร์กันอยู่นาน เพราะไม่เข้าใจสาเหตุและอธิบายไม่น่าพอใจ ครั้นพบคำอธิบายได้อย่างน่าพอใจเชิงวิทยาศาสตร์ก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป อย่างเช่นแม่เหล็ก เมื่ออธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงดึงดูดเหล็กอื่น ก็เชื่อแบบไสยศาสตร์ไปก่อน ครั้นเมื่ออธิบายได้อย่างน่าพอใจเชิงวิทยาศาสตร์ก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ ในวิทยาศาสตร์ก็มีอีกเยอะแยะที่ต้องเชื่ออย่างไสยศาสตร์ไปก่อน เช่นอิเลคตรอนมีแรงผลัก โปรตรอนมีแรงดึงดูด สสารมีแรงดูดกันและกัน เป็นต้น

ทั้งไทเลอร์ (Tylor) และเฟรเซอร์สับเปลี่ยนกระบวนทัศน์นิดเดียว แต่ให้ข้อมูลมาก หลักฐานต่าง ๆ ที่รวบรวมไว้มีเป้าหมายยืนยันว่าศาสนาคือวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง เป็นปรากฎการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ได้ โดยมีบ่อเกิดจากความต้องการของมนุษย์ที่เป็นอัตนัยล้วน ๆ และมนุษย์ก็ตอบสนองความต้องการดังกล่าว โดยสร้างสิ่งที่ต้องการเชื่อขึ้นมา แล้วก็เชื่อแล้วก็ปฏิบัติ ชักชวนกันปฏิบัติเป็นหมู่เป็นเหล่า แล้วก็จะยึดมั่นกลายเป็นอุดมคติจริงจังขึ้นมา สร้างเงื่อนไขขึ้นบังคับขู่เข็ญกัน เบียดเบียนกัน บางครั้งถึงกับฆ่ากันล้มตาย สร้างความเดือดร้อนฝากไว้ให้เห็นในประวัติศาสตร์มากมาย

ปราชญ์ทั้ง 2 มีความจริงใจ เห็นว่าจะต้องแฉออกมาให้เห็น เพื่อมนุษย์จะได้เลิกสำคัญผิด มันเป็นความสำคัญผิดที่เลว หากเข้าใจและเลิกสำคัญผิดก็จะสนใจศึกษาศาสนาเพียงเพื่อแก้ความสำคัญผิด ดังหลักการที่ว่า “ศาสนาเป็นเรื่องน่าสนใจรู้ รู้แล้วไม่ควรเชื่อ” (Let Religion be only an interest, but never a creed) มันเป็นความต้องการที่หลอกหลอนมนุษย์ ล่อมนุษย์ให้ตกเป็นเหยื่อ และใช้เหยื่อดังกล่าวเป็นเครื่องมือให้ทำลายกัน ท่านทั้ง 2 คิดว่าเราต้องศึกษาเพื่อให้รู้เท่าทัน จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นับเป็นการสืบทอดแนวความคิดของโอกุส กงต์ (Augusye Comte) ในกระบวนทรรศน์ที่ 4 อย่างชัดเจน คือ พยายามศึกษาให้เป็นอัตวิสัยล้วน ๆ จะได้ปฏิเสธในฐานะไม่อยู่ในระบบเครือข่าย นักหลังนวยุคแก้ปัญหาด้วยความต้องการศาสนาหลังนวยุค (postmodern religiosity)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s